ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วย “นวัตกรรม” อย่างเต็มตัว หลังจากที่รัฐบาลประกาศยุทธศาสตร์ Thailand 4.0” เพื่อนำพาประเทศให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศรายได้สูง

ด้วยเหตุนี้ หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดงานสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ Digital Transformation for Thailand 4.0” เพื่อถ่ายทอดความรู้ มุมมอง และส่งเสริมให้ธุรกิจในประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนในกระแสยุคดิจิทัล

 

เปลี่ยนเกณฑ์ใหม่จับเป้าหมายตาม “ไลฟ์สไตล์”

กับดักที่สำคัญสำหรับธุรกิจในยุคนี้คือ เวลาจะแบ่งกลุ่มเป้าหมายๆ ก็จะแบ่งด้วยเกณฑ์เดิมๆ เช่น เพศ อายุ อาชีพ และระดับรายได้ แต่ปัจจุบัน “คน” ไม่ได้ใช้ชีวิตตามระดับรายได้อีกไป แต่กำลังใช้ชีวิตด้วยไลฟ์สไตล์ ซึ่ง อาจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล จากภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากอยากจับกลุ่มเป้าหมายในยุคนี้ควรลืมวิธีแบบเดิมๆ และหันมาเปลี่ยนใหม่เป็นจับกลุ่มตามไลฟ์สไตล์แทน ซึ่งแบ่งได้เป็น 6 กลุ่มดังนี้

  1. Intelligence โลกกำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัลด้วย 3 คำ คือ Any Device ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นดิจิทัลอย่างไม่น่าเชื่อ Any Where ทุกที่จะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และ Any Time ในทุกเวลา อุปกรณ์จะมีความฉลาดมากขึ้น และสามารเชื่อมต่อเข้าด้วยกันได้หมด
  2. Integration กำลังจะหมดยุคของ Multiscreen ไปสู่ Integrationscreen โลกจริงและโลกเสมือนกำลังจะถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน เช่น เกม Pokemon Go ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่โลกเสมือนเข้ากับโลกจริงได้ เมื่อคนเริ่มรู้จักแล้ว ทำให้ต่อไปธุรกิจจะสามารถทำ Experiential Marketing ได้ง่ายขึ้น และเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) กับ VR (Virtual Reality) กำลังจะเป็นที่เฟื่องฟู
  3. Isolation คนกำลังชอบที่จะอยู่กับตัวเอง และมีความสุขกับการที่ตัวเองได้รับการยอมรับในเรื่องที่ไม่ใช่ตัวเองเยอะขึ้น โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ แต่ในขณะเดียวกันทำให้การเรียนรู้คนอื่นน้อยลงไปด้วย
  4. Irrationality คนไม่คิดอยากมีเหตุผล แต่จะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ทำให้ อีโมชั่นนอลจะเป็นเรื่องหลัก ฟังก์ชันนอลจะเป็นเรื่องรอง ในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ
  5. Integrity เมื่อมีคนบ่นถึงคุณ 1 คนในโลกของออนไลน์ จะมีคนรับรู้เฉลี่ย 1,560 คน สิ่งที่จะเกิดขึ้นในสังคมและไลฟ์สไตล์ของคนในยุคหน้า คือ จะมีคนช่วยตรวจสอบและจับผิด ทำให้มีความโปร่งใสมากขึ้น
  6. Innermind คนกำลังต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เพราะโลกเปลี่ยนเร็วเกิน ทำให้หนังสือที่ขายดีทุกวันนี้คือ หนังสือธรรมมะ รวมไปถึงกิจกรรมที่พัฒนาจิตใจและสร้าง inspiration จะมีคนสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก

ปรับการเงินให้ตามเทรนด์

เมื่อปรับตัวทางด้านการตลาดแล้ว ฝั่งการเงินเองก็ควรจะปรับตัวเพื่อรับมือเช่นเดียวกัน ในโอกาสนี้ อาจารย์ ดร.คณิสร์ แสงโชติ จากภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แนะนำเทรนด์ที่น่าจับตามองของบริการทางการเงิน ที่กำลังจะเกิดขึ้นในยุคดิจิทัลทั้งหมด 3 ข้อ ได้แก่

  1. การชำระเงิน (Payments)1.1 Mobile Payments เชื่อว่าปัจจุบันออนไลน์ช้อปปิ้งไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวเกินไปอีกแล้ว ซึ่งไทยเป็นประเทศที่ออนไลน์ช้อปปิ้งระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายตรงเกือบจะสูงที่สุดในโลก ปัจจัยนี้เองทำให้ Mobile Payments กำลังรุกคืบเข้ามาและมีแววเติบโตได้ดี เช่น โอมิเซะ (Omise), ไลน์ เพย์ (LINE Pay) รวมไปถึง พร้อมเพย์ (PromptPay) ที่รัฐบาลกำลังผลักดันอยู่1.2 Integrated Billing การจ่ายเงินจะไม่ยุ่งยากอีกต่อไป คลิกครั้งเดียวก็จ่ายได้เลย โดยการเชื่อมทุกบัตรที่มีมาใส่ในบัญชีเดียว1.3 Streamlined Payments การซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเติมเงินล่วงหน้า แค่แตะบัตรเดียวแล้วใช้ได้เลย ยอดเงินจะถูกรวมมาทีเดียวและจ่ายในช่วงสิ้นเดือน1.4 Next Generation Security อีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตามองคือการรักษาความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายเพื่อรักษาความปลอดภัย ที่มาพร้อมความสะดวก เช่น เพียงแค่สแกนนิ้วมือ หรือ สแกนม่านตา ก็จ่ายเงินได้เลยไม่จำเป็นต้องกดพาสเวิร์ดยาวๆ หรือมีรหัส SMS ก่อนการใช้งานอีกต่อไป
  2. การจัดการการลงทุน (Investment Management)2.1 Robo-advisors การลงทุนเรื่องหุ้นในอนาคต อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้คนเป็นที่ปรึกษาอีกต่อไป สิ่งที่จะมาแทนที่ คือ Robo-advisors ที่พร้อมสแตนบายตลอด 24 ชั่วโมง โดยมี Machine Learning และ Big Data เข้ามาเป็นตัวผลักดันสำคัญ2.2 Social trading ในอดีตการจะลงทุนหุ้นสักหนึ่งตัว จะต้องดูข้อมูล ความเสี่ยง ผลตอบแทน ความสัมพันธ์ต่างๆ จึงจะตัดสินใจลงทุน แต่ยุคนี้ไม่ได้ดูแค่นั้นอีกแล้ว Social trading กำลังจะมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งเป็นจากเช็คข้อมูลของบริษัทจากการถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดีย ว่าอยู่ในแง่บวกหรือว่าลบ ซึ่งข้อมูลต่างๆที่ได้อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเงิน แต่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจอารมณ์ของคน โดยจะถูกนำมาใช้มากขึ้นและประมวลผลได้เร็วขึ้น2.3 Retail Algorithmic Trading ระบบที่จะมาช่วยตัดสินใจว่าควรจะขายหุ้นตอนนี้หรือเก็บไว้ต่อดี
  3. ประกันภัย (Insurance) ในอนาคตจะสามารถรู้พฤติกรรมของลูกค้าได้มากขึ้น ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ทั้ง GPS หรือ กล้องหน้ารถ ซึ่งเมื่อนำมาประมวลผลแล้วจะช่วยในการจัดการทั้งจำนวนเบี้ยประกัน หรือแจ้งเตือนลูกค้าได้หากมีพฤติกรรมที่เสี่ยงเกินไป

 

5 เรื่องธุรกิจต้องระวังเสี่ยง Disruption

ปิดท้ายด้วย รองศาสตราจารย์ ดร. พสุ เดชะรินทร์ คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้แนะนำเรื่อง Strategy and Game Plan for Digital Disruption โดย ดร. พสุ มองว่ามีทั้งหมด 5 เรื่องที่กำลังเข้ามา Disruption ต่อธุรกิจในปัจจุบัน ได้แก่

  1. Technological Changes จากยุคโมบายเข้าสู่ยุคคลาวด์ และปัจจุบันเป็นยุคของอินเตอร์เน็ตออฟติงส์ การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีได้ก่อให้เกิดแข่งคู่ใหม่ๆ ซึ่งผู้เล่นเดิมกำลังถูกท้าทาย
  2. Demographie Disparity คนสูงวัยมีมากขึ้น,ผู้หญิงชอบอยู่เป็นโสด, กลุ่ม LGBT, Gen Y และ Gen Z เหล่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้าน Generation ทำให้ธุรกิจใช้วิธีการแบบเดิมๆไม่ได้ผลอีกต่อไป
  3. Urbunizalion a Social Statun เมืองกำลังขยายตัว ทำให้คนอยู่ในเมืองหลวงมากขึ้น เมื่อมีงานทำและมีเงินเดือนสูง คนจึงพยายามเปลี่ยนสถานะทางสังคมของตัวเอง ทำให้มีเซ็กเมนต์ใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย ไม่ได้เป็นแต่เพียงกลุ่มแมส
  4. Industry Convergence แนวโน้มหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ ยากที่จะบอกว่าบริษัทนี้อยู่ในอุตสาหกรรมไหนกันแน่ เนื่องจากมีการรวมกันระหว่างอุตสาหกรรมมากขึ้น เส้นที่แบ่งแยกระหว่างอุตสากรรมต่างๆ จึงเริ่มเบลอ
  5. Age of Sustainability เมื่อปีที่แล้วองค์การสหประชาชาติได้นำผู้นำของประเทศต่างๆในโลก 170 ประเทศ ในการลงนามเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยมีเป้าทั้งหมด 17 ข้อว่าในปี 2030 โลกจะต้องทำอะไรบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไม่ใช้เพียงระดับประเทศ เดียวนี้หลายๆธุรกิจก็นำเป้าหมายเดียวกันมาใช้ ทำให้ปัจจุบันธุรกิจสามารถช่วยสังคมไปพร้อมๆกับการหารายได้

ทั้งนี้หากต้องเผชิญกับ Disruption ดร. พสุได้ให้ 6 ทางเลือกสำหรับธุรกิจ ได้แก่

  1. ปิดกั้น ไม่ให้ธุรกิจใหม่เข้ามาแทนที่
  2. เก็บเกี่ยว ในช่วงที่ยังสามารถดำเนินการได้เต็มที่
  3. ลงทุน ในลู่ทางที่มีโอกาส
  4. ต่อสู้ คิดหาวิธีการหรือแคมเปญใหม่ๆออกมาสู้
  5. หลบเลี่ยง ไปยังส่วนอื่นๆที่ยังมีช่องว่าง
  6. ถอยหนี ออกจากตลาดนี้ไปเลย

ก่อนจบงานเสวนา ดร. พสุ ยังได้ทิ้ง 4 คำถามไว้ให้ “ธุรกิจ” ได้ถามกับตัวเอง คือ

  1. ทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่ไหม ยังทำแบบเดิมได้อยู่รึเปล่า
  2. คุณอยู่ในธุรกิจไหน
  3. ใครคือลูกค้าของคุณ
  4. เปลี่ยนราคาที่นำเสนอได้ไหม

เมื่อการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นตลอดเวลา แล้วธุรกิจของคุณละเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนและพร้อมรับมือแล้วหรือยัง ??