Whoscall วิเคราะห์สถานการณ์ของมิจฉาชีพ และแนวทางการสร้างรายได้

คนไทยตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพมากถึง 612,603 คดี ที่มาแจ้งความ สร้างความเสียหาย  69,186 ล้านบาท นับตั้งแต่ 1 มีนาคม 2565-31 กรกฎาคม 2567 จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ซึ่งในโลกแห่งความจริงมีมากกว่านั้นเพราะมีคนไทยจำนวนมากที่ไม่ได้มาแจ้งความจากการมองเห็นว่าเป็นจำนวนเงินที่โดนหลอกไม่มาก, อาย, และอื่น ๆ

แต่ถ้ามองเพียงความเสียหายที่มาแจ้งความทั้งหมด พบว่า 5 อันดับแรกที่โดนมิจฉาชีพหลอกมากที่สุดได้แก่

หลอกขายสินค้าและบริการ

จำนวน 296,042 เรื่อง

สร้างความเสียหาย 4,311 ล้านบาท

 

หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงาน

จำนวน 82,162 เรื่อง

สร้างความเสียหาย 10,177 ล้านบาท

 

หลอกให้กู้เงิน    

จำนวน 63,878 เรื่อง

สร้างความเสียหาย 3,102 ล้านบาท

 

หลอกให้ลงทุนออนไลน์

จำนวน 45,787 เรื่อง

สร้างความเสียหาย 25,315 ล้านบาท เป็นมูลค่าความเสียหายสูงสุด จากคดีที่หลอกเป็นคดีใหญ่ ๆ ทุกคดี

 

แก๊งคอลเซ็นเตอร์

จำนวน 42,404 เรื่อง

สร้างความเสียหาย 9,392 ล้านบาท

 

โดยกลุ่มผู้ถูกหลอกที่ได้รับความเสียหายสูงสุด ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงสัดส่วน 64% และเป็นกลุ่มคนทำงาน จากการแชร์ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อทำธุรกรรมการเงินและบัตรเครดิต

แบ่งเป็น

อายุ 30-44 ปี 41.45%

อายุ 22-29 ปี 25.27%

 

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้สูงอายุที่มีเงินเก็บเป็นจำนวนมากที่ได้มาจากเงินออม เงินเกษียณ เงินบำนาญ ที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพจากความไม่ชำนาญด้านเทคโนโลยี

กลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษาที่โดนหลอกด้วยกลยุทธ์ที่มิจฉาชีพนิยมนำมาหลอกให้ทำเรื่องต่าง ๆ เพื่อนำมาผ่อนมือถือ แท็บเล็ต หรือข่มขู่ว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดรูปแบบต่าง ๆ

มนประภา รัตนกนกพร หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Whoscall มองว่า ในอนาคตถ้าคนไทยยังไม่ Awareness กลลวงมิจฉาชีพมากพอ จะเกิดมูลค่าความเสียหาย และคดีโดนหลอกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเทรนด์การหลอกของมิจฉาชีพที่แนบเนียนขึ้น เช่น การนำ AI ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มาใช้เพื่อการหลอก ผ่านการเลียนเสียง เลียนหน้าคนได้แนบเนียน

รวมถึงการที่ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลถึงมือมิจฉาชีพยังทำให้มิจฉาชีพมีข้อมูลด้านต่าง ๆ ที่ลงลึกที่สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลสร้างความเชื่อถือให้กับผู้โดนหลอกอีกด้วย

และการโดนมิจฉาชีพหลอกอยากต่อเนื่อง ได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล ที่อาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศ จากความเชื่อมั่นของคนไทยที่มีต่อธุรกรรมออนไลน์ที่ลดลง

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็นโอกาสของ Whoscall ที่เข้ามาสร้างรายได้ด้วยการสร้าง Awareness ให้เกิดขึ้น จากมิจฉาชีพที่โทร และส่ง SMS เข้ามาหลอกคนให้หลงเชื่อผ่านกลโกงต่าง ๆ ด้วยการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Whoscall ไว้ใช้งาน

ซึ่งWhoscallเป็นแพลตฟอร์มที่แจ้งเบอร์ที่น่าสงสัยที่ไม่รู้จักว่าเป็นเบอร์ของมิจฉาชีพ เบอร์พนักงานขายสินค้า เบอร์ไรเดอร์, เบอร์คนส่งของ และอื่น ๆ ที่มีผู้แจ้งเบอร์เข้ามาในระบบเพื่อเป็นดาต้าเบสแจ้งเตือนให้กับผู้โหลดแอปพลิชันในรูปแบบฟรี และเสียค่าบริการในรูปแบบพรีเมียม

รวมถึงมีบริการช่วยคัดกรอง SMS ที่เป็นสแปม , เช็กเว็บปลอม, เช็กข้อมูลส่วนตัวว่ามีการรั่วไหลหรือไม่ผ่านเบอร์โทรศัพท์

โดยรายได้ของWhoscallจะมาจาก

1. รายได้จากโฆษณา ที่แสดงให้กับผู้ใช้บริการฟรีเห็น

2. รายได้จากค่าบริการที่เก็บจากผู้ใช้บริการกลุ่มพรีเมียม

 

สำหรับตลาดประเทศไทยแม้จะมีการเปิดเผยตัวเลขยอดดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการ แต่เป็นตลาดที่Whoscallเติบโตสูงสุด จากจำนวนยอดดาวน์โหลดทั่วโลก 100 ล้านดาวน์โหลด

และมีผู้ใช้บริการรูปแบบฟรีมากกว่าพรีเมียม

ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการทำตลาดของWhoscallในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง นับจากปี 2557 ที่เข้ามาทำตลาดในไทยผ่านชื่อบริการ Line Whoscall

และปี 2566 ข้อมูลจากWhoscallยังพบว่าคนไทยเสี่ยงโดนหลอกจากสายโทรเข้าและข้อความมากถึง 79 ล้านครั้ง

เป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น 18% จากปี 2565 ที่มียอดรวม 66.7 ล้านครั้ง

แบ่งเป็นจำนวนสายโทรเข้า 20.8 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 22% จาก 17 ล้านครั้ง

และ SMS หลอกลวง 58.3 ล้านข้อความ เพิ่มขึ้น 17% สูงถึง จาก 49.7 ล้านข้อความ สูงสุดในเอเชีย

โดยกลยุทธ์ที่สำคัญของWhoscallในประเทศไทย สร้างการเติบโตด้านรายได้ผ่านยอดดาวน์โหลด และลูกค้าแพ็กเกจพรีเมียม ด้วยการจับมือกับพาร์ตเนอร์ และแคมเปญต่าง ๆ เพื่อร่วมสร้าง Awareness ให้กับแบรนด์ และบริการที่ช่วยให้กับผู้ดาวน์โหลดปลอดภัยจากเบอร์โทรไม่คุ้นเคยมากขึ้น

รวมถึงใช้สื่อต่าง ๆ และ KOL (Key Opinion Leader) สร้างการรับรู้

เช่น จับมือกับ โจอี้ ภูวศิษฐ์ แต่งเพลง ตัดสาย ขึ้นมาเฉพาะเพื่อเตือนคนไทยให้ตัดสายเบอร์มิจฉาชีพก่อนหมดตัวในปี 2566

ต้นปี 2567 เปิดแคมเปญ “จับมือเพื่อนรัก ตัดสายมิจร้าย” รับมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จับมือกับพาร์ตเนอร์ร่วม แจกโค้ดพรีเมียม ฟรี 1 ล้านโค้ดฟรี

และล่าสุดได้จับมือกับ VML Thailand ทำแคมเปญสมุดหน้าโจร ที่รวมเบอร์มิจฉาชีพ 1.5 ล้านเบอร์ ในรูปแบบสมุดหน้าเหลืองเล่มยักษ์ขนาด 1,500 หน้า สร้างการรับรู้ถึงเบอร์มิจฉาชีพที่มีอยู่จำนวนมากในประเทศไทย เพื่อดึงดูดให้คนไทยดาวน์โหลดWhoscallมากขึ้น และขยายไปยังกลุ่มต่าง ๆ ทั่วประเทศ จากปัจจุบันกลุ่มใช้งานหลักของWhoscallอยู่ในกลุ่มคนเมือง

โดยแคมเปญสมุดหน้าโจรทาง Whoscall จะจับมือกับพาร์ตเนอร์โรดโชว์ในที่ต่าง ๆ ตั้งแต่ปลายปี 2567-ต้นปี 2568

อย่างไรก็ดี สำหรับการปราบมิจฉาชีพ พร้อมกับการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนไทยถือเป็นความท้าทายของทุกภาคส่วนที่จับมือช่วยกันลดอัตราการสูญเสียที่เกิดจากการหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ เพราะในวันนี้ผีหลอกยังน่ากลัวน้อยกว่าคนหลอกคนด้วยกันเอง

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer