งานหนักไม่ได้ทำให้ใครตาย คนพูดคือเจ้านาย คนตายคือพนักงาน ประโยคแซวเล่นของโลกโซเชียลดูจะไม่ตลกอีกต่อไป

สถานที่ทำงานที่ไม่ปลอดภัยทางจิต คือสนามรบเงียบๆ ที่คนงานต้องสูญเสียตัวเองไปทีละน้อย

เป็นที่รู้กันดีว่าในทุกสังคมต่างก็มีวัฒนธรรมการทำงานหนัก เพื่อแลกความสำเร็จ การเลื่อนขั้น และการได้รับการยอมรับ

โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นที่วัฒนธรรมการทำงานซีเรียสทุกระเบียบนิ้ว พนักงานไม่สามารถกลับบ้านได้ถ้าเจ้านายยังไม่ลุก รุ่นน้องไม่สามารถปฏิเสธคำชวนสังสรรค์ของรุ่นพี่ได้ แม้มันไม่ได้จำเป็นต้องไป

ในแดนอาทิตย์อุทัย มีคำหนึ่งที่ไม่มีภาษาอื่นใดในโลกสามารถแปลได้อย่างตรงความหมาย คำนั้นคือ Karoshiแปลว่าการเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไป

เพียงแค่สี่พยางค์นี้แต่กลับหนักอึ้งด้วยชีวิตของผู้คนที่สังเวยนับไม่ถ้วนอยู่เบื้องหลัง

ต้องสูญเสียมากแค่ไหนถึงขั้นมีการบัญญัติคำเรียก

ย้อนกลับไปในปี 2521 ดร.เท็ตสึโนโจ อุเอฮาตะ ได้บัญญัติศัพท์คำว่า “Karoshi Syndrome” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อนิยามถึงปรากฏการณ์ที่กำลังคร่าชีวิตประชากรญี่ปุ่นอย่างเงียบ ๆ

แต่ก่อนที่คำนี้จะถูกบัญญัติขึ้น ผู้คนก็ล้มตายไปแล้วมากมาย เพียงแต่ยังไม่มีใครตั้งชื่อให้ความตายนั้น

ชีวิตที่หายไปบนโต๊ะทำงาน

ข่าวการเสียชีวิตจากการทำงานหนักในญี่ปุ่น มีออกมาให้ได้เห็นต่อเนื่อง พนักงานของบริษัทโฆษณาชื่อดังอย่างเดนสึกระโดดตึกจบชีวิตหลังต้องทำงานล่วงเวลามากกว่า 100 ชั่วโมงต่อเดือนจนแทบไม่มีเวลานอน

ชายวัย 34 ปี ทำงานให้กับบริษัทแปรรูปอาหารมากถึง 110 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และแล้วหัวใจก็ล้มเหลว

ส่วนพยาบาลสาววัย 22 ปี ก็ต้องเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายหลังปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่อง 34 ชั่วโมง เดือนละ 5 ครั้ง

ธรรมดาที่เลือกทำงานอย่างสุดความสามารถ แต่กลับพบว่าความสามารถของพวกเขาถูกใช้จนหมดสิ้น

ตัวเลขเริ่มพูด

ในปี 2567 กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เริ่มรับรองตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวข้องกับการทำงานหนักเกินไป ซึ่งสูงถึง 1,304 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 196 ราย นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการรับรองปัญหาสุขภาพจิตจากการทำงานเกิน 1,000 ราย

แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าจริง ๆ แล้วอาจมีผู้เสียชีวิตจริงสูงถึง 10,000 รายต่อปี เพราะการรับรองอย่างเป็นทางการนั้นมีเงื่อนไขซับซ้อนและหลายครอบครัวไม่มีทรัพยากรพอที่จะต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์

ในระดับโลก องค์การอนามัยโลกและองค์การแรงงานระหว่างประเทศประเมินว่า การทำงานล่วงเวลามากเกินไปคร่าชีวิตผู้คนราว 750,000 รายต่อปีทั่วโลก และการทำงาน 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไปเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองถึง 35%

วัฒนธรรมการทำงานที่ดูดกลืนชีวิต

ผลสำรวจพบว่า บริษัทญี่ปุ่นเกือบ 1 ใน 4 มีพนักงานทำงานล่วงเวลาเกิน 80 ชั่วโมงต่อเดือน และ 12% มีพนักงานทำงานเกิน 100 ชั่วโมงต่อเดือน ซึ่งทั้งสองตัวเลขนี้อยู่ในเขตที่นักวิชาการเรียกว่า “เส้นคาโรชิ” หรือเส้นแบ่งระหว่างการทำงานหนักกับการเดินเข้าหาความตาย

แต่รู้หรือไม่ว่า ตามสิทธิ์พนักงานสามารถลาพักร้อนได้ 20 วันต่อปี แต่ราว 35% ไม่เคยใช้สิทธิ์นั้นเลย

การจบชีวิตที่สืบเนื่องมาจากการทำงาน

Karoshi ไม่ได้หมายถึงเพียงการเสียชีวิตทางกายเท่านั้น  แต่ยังมีคำว่า “คาโรจิซัตสึ” คือการปลิดชีพตนเนื่องจากความเครียดและความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก ในบางกรณีอาจนำไปสู่โรคซึมเศร้าและโรคทางจิตเวช

จากการวิเคราะห์กรณีสุขภาพจิต 1,055 กรณี ที่ได้รับการรับรองว่าเกี่ยวข้องกับการทำงาน พบว่าสาเหตุอันดับหนึ่งไม่ใช่ชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน หากแต่คือการถูกใช้อำนาจกดขี่จากผู้บังคับบัญชา รองลงมาคือการเปลี่ยนแปลงภาระงานครั้งใหญ่ การคุกคามจากลูกค้า และการคุกคามทางเพศ

ความน่ากังวลนี้ยังทำให้ญี่ปุ่นตราพระราชบัญญัติส่งเสริมมาตรการป้องกันคาโรชิ พร้อมกำหนดเกณฑ์การรับรองที่ชัดเจนขึ้นมาโดยเฉพาะ

ระบุว่า หากทำงานล่วงเวลาเกิน 100 ชั่วโมงในเดือนก่อนที่จะป่วย หรือเฉลี่ย 80 ชั่วโมงต่อเดือนในช่วง 2 ถึง 6 เดือน จะถือว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเกิดโรค

รัฐบาลพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งโครงการ “วันศุกร์พิเศษ” ที่สนับสนุนให้พนักงานเลิกงานเร็วขึ้น ไปจนถึงการดับไฟสำนักงานเวลา 19.00 น. ในบางเขตของโตเกียว เพื่อบังคับให้ผู้คนกลับบ้าน

หากสังคมยังเชื่อว่าการทำงานหนักคือคุณธรรม และการล้มป่วยคือความอ่อนแอ ตราบใดที่ยังมีองค์กรที่คิดเช่นนี้  Karoshi ก็จะยังค้างอยู่ในสูติบัตรความตายของคนทำงานทั่วโลกต่อไป


อ้างอิง : publications, medumore, nippon, pmc.ncbi, bbc