2025 แม้จะเป็นปีที่มีความท้าทายรอบด้าน แต่ MI Group เชื่อว่า ปีนี้อุตสาหกรรมโฆษณาไทยจะเติบโตมากถึง 4.5% คิดเป็นมูลค่า 92,048 ล้านบาท และเป็นมูลค่าที่สูงกว่าปี 2019 ก่อนโควิด-19 แพร่ระบาด

 

จากข้อมูลของ MI Group พบว่าในแต่ละปีอุตสาหกรรมโฆษณามีมูลค่าดังนี้

ปี 2019 มูลค่า 90,212 ล้านบาท เติบโต 1.3%

ปี 2020 มูลค่า 75,618 ล้านบาท หดตัว 16.7%

ปี 2021 มูลค่า 76,165 ล้านบาท เติบโต 1.3%

ปี 2022 มูลค่า 80,988 ล้านบาท เติบโต 6.3%

ปี 2023 มูลค่า 84,817 ล้านบาท เติบโต 4.7%

ปี 2024 มูลค่า 88,061 ล้านบาท เติบโต 3.8%

ปี 2025 มูลค่า 92,048 ล้านบาท เติบโต 4.5%

 

การเติบโตของโฆษณาไทยใน 2025 ภวัต เรืองเดชวรชัย President & CEO MI Group มองว่าส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยบวกใหม่ ๆ ที่เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะทำให้เกิดการใช้เม็ดเงินโฆษณาที่เพิ่มขึ้น

โดยปัจจัยบวกที่เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจประกอบด้วย

1. Agentic AI เข้ามาเปลี่ยนเกม

ไม่มีธุรกิจไหนเลยที่จะไม่ใช้ AI และการแข่งขันของ AI เป็นผลบวกมากกว่าผลลบ ในมุมของ User ทำให้เห็นว่าในปี 2025 เป็นปีแห่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ AI ทั่วโลก ที่จะก้าวเข้าสู่ยุคของ Agentic AI ที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และตัดสินใจได้เอง

Agentic AI ถือเป็นเลเวลที่ 3 ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากเดิม เลเวลที่ 1 ที่ AI ทำหน้าที่เป็น Chat Bot ที่เปรียบเสมือนผู้ช่วยตอบคำถามที่พบบ่อยๆ  (FAQ : Frequently Asked Questions)

เลเวลที่ 2 เป็นยุคของ Reasoner, Gen AI (Generative AI) เช่น ChatGPT ที่เปรียบเสมือนมีน้องระดับจูเนียร์มาช่วยแบ่งเบางาน

และเลเวล 3 ยุคของ Agentic AI ที่ทำหน้าที่ในรูปแบบ One Step AI ที่มีการทำงานอย่างเหตุเป็นผลมากขึ้น สามารถ คิด วางแผน และลงมือทำอย่างอัตโนมัติในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อมาเสริมเติมเต็มให้กับการทำงาน ซึ่งเปรียบได้กับการมีซีเนียร์มาช่วยทำงาน

ซึ่งในมุมของธุรกิจ Agentic AI จะเป็นหนึ่งในโอกาสที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเปิดโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจได้

อย่างเช่น การช้อปปิ้งสินค้าออนไลน์ Agentic AI จะหาข้อเสนอที่ดีที่สุด เปรียบเทียบสินค้า สั่งซื้อ และติดตามการจัดส่ง

หรือแม้แต่นำมาใช้ในมุมของการลงโฆษณา Agentic AI จะช่วยกำหนดเวลาโพสต์ วิเคราะห์การมีส่วนร่วม และปรับเนื้อหาโดยอัตโนมัติ เป็นต้น

2. ธุรกิจ Data Center และ Cloud Service ประกาศแผนลงทุนในประเทศไทย 50 โครงการ

BOI (Board of Investment) หรือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ให้ข้อมูลว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการการลงทุนใน Data Center และ Cloud Service ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมกว่า 50 โครงการ

การลงทุน Data Center และ Cloud Service ในไทยเป็นโอกาสที่ส่งผลดีในแง่การจ้างงานคนไทยในกลุ่ม Skill Worker ที่มีความชำนาญ ทักษะเฉพาะทาง รวมถึงการสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยจากค่าเช่าพื้นที่ในการเปิด Data Center และ Cloud Service รายได้จากการใช้บริการ Infrastructure ต่าง ๆ เช่น น้ำ ไฟ และอื่น ๆ

ซึ่งการเลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้งของ Data Center และ Cloud Service มาจากทำเลที่ตั้งที่สะดวกต่อการเชื่อมต่อกับประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะอาเซียนที่เป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และทำให้ประเทศไทยกลายเป็นฮับในการให้บริการด้านนี้ในที่สุด

3. คาดการณ์ต่างชาติเที่ยวไทย 40 ล้านคน ส่วนหนึ่งเพราะสมรสเท่าเทียม

ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามามากถึง 35.54 ล้านคน สร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจไทย 1.67 ล้านล้านบาท และในปีนี้ MI Group คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว 40 ล้านคน เติบโต 13% เป็นจำนวนนักท่องเที่ยวใกล้เคียงกับปี 2019 ที่จำนวนนักท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39.9 ล้านคน

การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2025 ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายสมรสเท่าเทียม ที่เชิญชวนให้นักท่องเที่ยว LGBTQ+ เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้น และไทยยังเป็น Wedding Destination สำหรับคู่รักจากทั่วโลกอีกด้วย

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาประเทศไทยยังทำได้ดีในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และ MICE ที่คาดการณ์ว่าสองตลาดนี้จะเติบโตยิ่งขึ้นในปีนี้

ซึ่งการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เป็นหนึ่งในโอกาสของแบรนด์ต่าง ๆ ในการสร้างรายได้จากฐานลูกค้าใหม่ ๆ ที่นอกเหนือจากคนไทย ที่ในวันนี้มีคนไทยในประเทศเพียง 66 ล้านคนเท่านั้น

และการสร้างโอกาสจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ บางแบรนด์ได้โฟกัสขยายตัวเองไปยังตลาดนักท่องเที่ยวด้วยการเข้าไปบุกในตลาดประเทศต่าง ๆ เพื่อทำความรู้จัก สร้างการรับรู้กับคนในประเทศนั้น ๆ ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางมาในประเทศไทย

อย่างเช่นชาตรามือที่มีแผนบุกตลาดต่างประเทศหลากหลายประเทศ เป็นต้น

 4. ประเทศไทยก้าวสู่ “ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก” (Global Medical Hub)

ประเทศไทยมีความชัดเจนมากขึ้นในการเป็น Medical Hub และมีการเติบโตด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมสุขภาพ Wellness & Preventive Healthcare  เพื่อสร้างมาตรฐานการให้บริการ และการแพทย์ระดับสากล บนค่ารักษาพยาบาลที่คุ้มค่าดึงดูด Medical Tourists ผ่านโรงพยาบาลที่มีอยู่จำนวนมาก เพื่อรองรับโครงสร้างพลเมืองโลกที่จะมีจำนวนผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น และการเข้าสู่ยุค Super Aging ของคนไทยในปี 2030

5. Thai Cultural Content สายวาย ยูริ T-Pop และอื่น ๆ ได้รับการยอมรับในระดับโลก

ประเทศไทยส่งออก Thai Cultural Content ผ่าน T-Pop, วัฒนธรรมสายวาย (Boy Love)-ยูริ (Girl Love) อาหารไทย แฟชั่นไทย ไปยังทั่วโลก จนเป็นรู้จัก และได้รับความนิยมจากคนทั่วโลกมากขึ้นที่จะสามารถดึงดูดแฟนคลับให้เดินทางเข้ามาไทยเพื่อดูคอนเสิร์ต และอื่น ๆ

นอกจากนี้ การส่งออก T-Pop, วัฒนธรรมสายวาย-ยูริ ของไทยยังสามารถสร้างรายได้จากการใช้ศิลปินโปรโมตสินค้าในประเทศต่าง ๆ ที่มีแฟนคลับอีกทางหนึ่งอีกด้วย

 6. ไทยอาจได้รับอานิสงส์จากนโยบายแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน

นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเข้มงวดกับจีนมากขึ้น และเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าต่อจีนของสหรัฐฯ ส่งผลให้บริษัทข้ามชาติบางส่วนต้องหาทางเลือกใหม่ในการตั้งฐานการผลิต และทำให้ไทยและอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นเป้าหมายสำคัญของการย้ายฐานการลงทุน

โดยประเทศไทยมีความได้เปรียบหลายอย่าง เช่น ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ เหมาะกับการเป็นศูนย์กลางการลงทุนในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่, ซัปพลายเชน, เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ

และไทยยังมี Infrastructure ด้านสาธารณูปโภค เช่น น้ำ, พลังงานไฟฟ้า, โลจิสติกส์ ที่แข็งแกร่ง

ประกอบกับไทยมีข้อตกลงทางการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศ ทำให้ต้นทุนการส่งออกต่ำกว่า ล่าสุดไทยได้ร่วมลงนามความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) กับ “เอฟตา” หรือสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป

มีนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) ดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการผลิตอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตมายังไทย และอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI ที่ต้องการเข้าถึงตลาดอาเซียน

7. แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเชิงรุกที่ประกาศออกมา ผ่าน 10 นโยบายเร่งด่วน และ 8 นโยบายหลักระยะกลางและระยะยาว

 

ปัจจัยเชิงบวกต่าง ๆ เหล่านี้ได้กลายส่วนหนึ่งที่สร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมโฆษณา แต่ถ้ามองในมุมของอุตสาหกรรมโฆษณาในปีนี้ ได้ถูกขับเคลื่อนจากสื่อดิจิทัลและ Influencer เป็นหลัก

โดยในปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่สื่อดิจิทัลเป็นสื่อที่ใช้เม็ดเงินอันดับหนึ่ง ด้วยมูลค่าแซงหน้าสื่อทีวีอย่างเห็นได้ชัด

ในปี 2024 อุตสาหกรรมโฆษณาสร้างรายได้จากสื่อต่าง ๆ ดังนี้

สื่อดิจิทัล 33,859 ล้านบาท สัดส่วน 38.5%

สื่อทีวี 33,129 ล้านบาท สัดส่วน 37.6%

สื่อ Out of Home 13,861 ล้านบาท สัดส่วน 15.7%

สื่อโรงภาพยนตร์ 3,003 ล้านบาท สัดส่วน 3.4%

สื่อ BKK Radio 2,680 ล้านบาท สัดส่วน 3.0%

สื่อหนังสือพิมพ์     994 ล้านบาท สัดส่วน 1.1%

สื่อนิตยสาร          534 ล้านบาท สัดส่วน 0.6%

 

ปี 2025

สื่อดิจิทัล 38,938 ล้านบาท สัดส่วน 42.3%

สื่อทีวี 30,810 ล้านบาท สัดส่วน 33.5%

สื่อ Out of Home  15,247 ล้านบาท สัดส่วน 16.6%

สื่อโรงภาพยนตร์ 3,304 ล้านบาท สัดส่วน 3.6%

สื่อ BKK Radio 2,546 ล้านบาท สัดส่วน 2.8%

สื่อหนังสือพิมพ์ 696 ล้านบาท สัดส่วน 0.8%

สื่อนิตยสาร  507 ล้านบาท สัดส่วน 0.6%

 

โดยในกลุ่มสื่อดิจิทัล รายได้มากกว่า 1 ใน 3 ของการเม็ดเงินมาจาก Influencer (รวมมูลค่าจากการ Boost Post) ในแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ จากจำนวน Influencer ที่มีมากถึง 3 ล้านราย เพิ่มจากปี 2024 ที่มีเพียง 2 ล้านราย

การเติบโตของ Influencer มาจากการทำ Affiliate Marketing ของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้ง Shopee, Lazada, TikTok Facebook, YouTube และอื่น ๆ ที่อำนวยความสะดวกให้กับการติดตะกร้าขายสินค้ามากขึ้น

ประกอบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการและแบรนด์ เน้นการสื่อสารการตลาดเพื่อดันยอดขายโดยตรงเป็นหลัก (Lower Funnel Marketing) และ Affiliate Marketing เป็นส่วนหนึ่งของการทำตลาดในรูปแบบนี้

ซึ่งการทำ Affiliate Marketing ได้ผลักดันให้คนทั่วไป ที่ต้องการหารายได้เสริมเข้ามาเป็น Influencer เพื่อรับส่วนแบ่งจากการติดตะกร้าแนะนำสินค้าของแบรนด์ หรือผู้ประกอบการต่าง ๆ

ส่วนการสื่อสารการตลาดที่มุ่งการรับรู้และการสร้างแบรนด์ (Thematic Ad) ยังคงมีความสำคัญแต่แค่เป็นรองจากการสร้างยอดขายสร้างรายได้ให้กับแบรนด์

และสำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณาเมื่อมองในมุมของกลุ่มสินค้าและบริการที่คาดว่าจะใช้งบสื่อสารการตลาดเพิ่มขึ้นในปีนี้ ได้แก่

  1. สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับเกี่ยวกับการท่องเที่ยว และการพักผ่อนหย่อนใจ อาทิ โรงแรม สายการบิน แพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันท่องเที่ยว
  2. ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และโบรกเกอร์ประกัน
  3. วิตามิน อาหารเสริม และยา
  4. โฆษณาจากภาครัฐ
  5. การขนส่ง เช่น บริการส่งอาหาร ส่งพัสดุ
  6. อาหารและสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยง
  7. สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร

 

กลุ่มสินค้าและบริการที่คาดว่าจะใช้งบสื่อสารการตลาดลดลงในปีนี้:

  1. E-Marketplace เช่น Shopee, Lazada จากการนำเงินไปใช้กับแคมเปญส่วนลดและอื่น ๆ แทนการโฆษณาเพื่อโปรโมตสร้างการรับรู้ในแคมเปญดับเบิลเดย์ และอื่น ๆ
  2. เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น น้ำอัดลม กาแฟ จากต้นทุนของสินค้าที่แพงขึ้น
  3. ร้านอาหาร ที่นำเม็ดเงินโฆษณามาทำเป็นโปรโมชั่น
  4. ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ ยาสีฟัน ที่นำเม็ดเงินโฆษณามาทำเป็นโปรโมชั่น
  5. ผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตร