ธุรกิจ Co-Working space เคยเป็นธุรกิจที่มาแรงในช่วง COVID-19 ที่รูปแบบการทำงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น คนคนหนึ่งสามารถทำงานได้จากทั่วทุกมุมของโลก ไม่จำเป็นต้องอุดอู้อยู่เพียงในออฟฟิศอีกต่อไป ทุกที่คือพื้นที่แห่งการทำงาน

ส่งผลให้ธุรกิจ Co-Working space กลายเป็นธุรกิจที่น่าจับตามอง จนกระทั่ง Wework หนึ่งในผู้ให้เช่าพื้นที่สำนักงานยักษ์ใหญ่ประสบปัญหาล้มละลาย คนจึงตั้งคำถามว่าในวันที่ทุกคนกลับเข้าออฟฟิศตามปกติ ธุรกิจนี้ยังเวิร์กอยู่หรือไม่

มีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาด Co-working space ทั่วโลกจะเติบโตไปถึง 35,630 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2032 ที่เป็นเช่นนั้นเพราะการมาถึงของโควิดได้เปลี่ยนโลกให้ต่างไปจากเดิมเป็นที่เรียบร้อย การใช้ชีวิตของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป รูปแบบการทำงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น บริษัททุกขนาดหันมาใช้รูปแบบการทำงานในแบบไฮบริด ในระยะยาวคาดการณ์ว่า 30% ของพื้นที่สำนักงานเชิงพาณิชย์ทั่วโลกจะกลายเป็นพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นได้ภายในปี 2030

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่มีจำนวนผู้ให้บริการ Co-Working space แบรนด์ระดับโลกทยอยเข้ามาทำตลาด ต่างเร่งขยายพื้นที่และจำนวนสาขาอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในแบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่างประเทศที่บุกตลาดไทย คือ อินเตอร์เนชันแนล เวิร์คเพลซ กรุ๊ป (IWG) ผู้ให้บริการโซลูชันการทำงานแบบไฮบริดภายใต้แบรนด์ Spaces, Regus และ HQ ที่ได้ส่งแบรนด์ Regus เข้ามาตีตลาดในไทย ทั้งใจกลางเมืองกรุงเทพฯ และแถบชานเมือง รวมถึงต่างจังหวัด

มาร์ค ดิกซัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง อินเตอร์เนชันแนล เวิร์คเพลซ กรุ๊ป (IWG) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงไปสู่การทำงานแบบไฮบริดกำลังเพิ่มความเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีศักยภาพในการเติบโตอย่างมหาศาล โดยคาดว่ามีพนักงานในกลุ่ม white-collar ทั่วโลกประมาณ 1.2 พันล้านคน และขนาดตลาดที่สามารถเข้าถึงได้ทั้งหมดมีมูลค่ากว่า 1.57 ล้านล้านปอนด์ (ประมาณ 68.46 ล้านล้านบาท) การใช้พื้นที่สำนักงานแบบดั้งเดิมจะยังลดลง เนื่องจากธุรกิจต้องการพื้นที่ที่ไม่ใช่สำนักงานแบบเดิม และหันมาใช้พื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นแทน

ในปี 2023 IWG ต้อนรับพันธมิตรใหม่ในกว่า 800 พื้นที่ และมีลูกค้ารวมถึง 83% ของบริษัทใน Fortune 500

แนวคิดการทำงานแบบไฮบริดกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดแรงงานไทยและทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการพื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นคุณภาพสูงยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากช่วงก่อนโควิด สะท้อนจากตัวเลขการเปิดสาขาที่ในอดีตอยู่ที่ 1 ครั้งต่อปี ก่อนที่หลังโควิดจะเพิ่มมาเป็นหลักสิบต่อปี การเติบโตนี้เนื่องมาจากความกดดันในการทำงานในตัวเมือง คนอยากหลีกหนีความวุ่นวาย การจราจรที่ติดขัด เลี่ยงการแบกรับต้นทุนค่าเช่า

โดยเฉพาะธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการหรือสตาร์ตอัปคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการออฟฟิศหน้าตาแปลกใหม่ ที่ไม่ให้ความรู้สึกทำงานจนเกินไป สามารถพบปะกับคนในสายงานอื่น ๆ เพื่อสร้างคอนเนกชั่นระหว่างกัน และไม่ต้องแบกรับต้นทุนค่าเช่าที่สูงเกินไป

ข้อมูลจาก Global Workplace Analytics ระบุว่า การทำงานแบบไฮบริดช่วยให้บริษัทลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉลี่ยสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 9,000 ปอนด์ต่อพนักงานหนึ่งคน (โดยประมาณ 390,000 บาท

สำหรับการเคลื่อนไหวของ IWC ประจำปี 2025 จะโฟกัสที่การขยายสาขาไปในเมืองรอง สอดรับกับเทรนด์การทำงานในยุคนี้ที่ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงในเมืองใหญ่  เนื่องจากลูกจ้างพิจารณาเรื่องการทำงานใกล้จังหวัดบ้านเกิด บริษัทที่ไม่อยากเสียบุคลากรคุณภาพก็ต้องหาออฟฟิศในต่างจังหวัดเพื่อรองรับการทำงานในรูปแบบใหม่

ปัจจุบัน IWC มีจำนวนสาขาในพื้นที่ CBD ครอบคลุมพอสมควรแล้ว รวมทั้งสิ้น 47 แห่ง คาดว่าภายในสิ้นปีจะเพิ่มถึง 60 แห่งได้ เล็งบุกเมืองรองต่อ อย่างขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี นครปฐม สุพรรณบุรี บุรีรัมย์

ในปีนี้เตรียมเปิดตัว 12 แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี พัทยา และระยอง แบ่งเป็น Regus ภูเก็ต 2 แห่ง  Regus กรุงเทพฯ 2 แห่ง ศูนย์ใหม่ 3 แห่ง ได้แก่ ราชเทวี Spaces Suthi Building, Spaces Vanit Place Aree และ Kingbridge Tower  ตลอดจน HQ อีก 2 แห่งในกรุงเทพฯ และ 1 แห่งในสมุทรปราการ

 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer