อีกหนึ่งเทรนด์ที่ได้เห็นนับตั้งแต่โควิดเป็นต้นมา คือการที่น้องสุนัข-แมว กลายเป็นพนักงานรับจ้าง มีป้ายห้อยคอประจำตำแหน่ง สวมบทบาทเป็นพนักงานลูกรักของคนทั้งบริษัท

บางสำนักงานจ้างสัตว์เลี้ยงอย่างเป็นทางการเพื่อสร้างความผูกพันกับลูกค้า รวมถึงช่วยฮีลใจพนักงานในบริษัทของตนเอง

ยกตัวอย่าง สตาร์ตอัปอินเดียสร้างรอยยิ้มให้โลกออนไลน์ เมื่อพนักงานใหม่ของบริษัทไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นสุนัขโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ชื่อว่า “เดนเวอร์” ที่ได้รับตำแหน่ง Chief Happiness Officer (CHO) หรือผู้ดูแลความสุขของทั้งออฟฟิศ

บริษัท Harvested Robotics จากเมืองไฮเดอราบาด ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อการเกษตร ได้เปิดตัวสมาชิกสี่ขาคนนี้ผ่านโพสต์บน LinkedIn โดย Rahul Arepaka ผู้ร่วมก่อตั้ง เล่าถึงบทบาทของเดนเวอร์แบบขำๆ ว่า แม้จะไม่ได้เขียนโค้ดหรือทำงานเชิงเทคนิคเหมือนทีมอื่น แต่สิ่งที่เขาทำได้ดีคือการสร้างบรรยากาศดีๆ และเรียกรอยยิ้มจากทุกคนในบริษัท

พร้อมกันนี้ บริษัทยังประกาศเปลี่ยนพื้นที่ทำงานให้เป็น Pet-friendly อย่างเต็มตัว ซึ่งผู้ก่อตั้งยอมรับว่าเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุด เพราะช่วยให้บรรยากาศในออฟฟิศผ่อนคลายและเป็นกันเองมากขึ้น

หลังจากเรื่องราวถูกแชร์ออกไป ก็กลายเป็นไวรัลทันที มียอดกดไลก์นับหมื่น และคอมเมนต์จำนวนมากที่ชื่นชมไอเดียสุดน่ารักนี้ บางคนถึงกับแซวว่า เดนเวอร์น่าจะเป็นพนักงานที่เก่งที่สุดด้านสร้างไวบ์ในทีม ขณะที่อีกหลายเสียงก็มองว่าหน้าที่ CHO นั้นไม่ธรรมดา เพราะต้องดูแลความสุขของทั้งองค์กร

ความน่าสนใจยังไม่หมดแค่นั้น เพราะเดนเวอร์ยังมี LinkedIn ของตัวเอง และร่วมเล่นมุกกับเจ้านายด้วยการคอมเมนต์ว่า อยากเลื่อนตำแหน่งเป็น CEO แทน

กรณีนี้สะท้อนเทรนด์การทำงานยุคใหม่ที่องค์กรเริ่มให้ความสำคัญกับ Well-being ของพนักงานมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพ แต่รวมถึงบรรยากาศ ความสัมพันธ์ และสุขภาพจิต ซึ่งการเปิดรับสัตว์เลี้ยงเข้ามาในที่ทำงานก็กลายเป็นหนึ่งในวิธีที่หลายบริษัททั่วโลกเลือกใช้ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างงานและความสุขในชีวิตประจำวัน

การได้เห็นคนทำงานพร้อมกับสัตว์เลี้ยงเริ่มมีให้เห็นตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ที่คนต้องทำงาน Work from home ทำให้มีภาพของสัตว์เลี้ยงคู่ใจอยู่ข้างเวลาพรีเซนต์งานบ้าง เมื่อกลับมาทำงานปกติ คนเกิดความเคยชินจนเกิดเป็นเทรนด์สัตว์เลี้ยงในที่ทำงาน เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในพื้นที่สำนักงาน เพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจ ลดความเครียด และส่งเสริมสุขภาพที่ดีของพนักงาน

การอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในที่ทำงานกำลังกลายเป็นหนึ่งในสวัสดิการที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกการทำงานยุคหลังโควิด ด้วยแรงผลักจากการเลี้ยงสัตว์ที่เพิ่มขึ้น สุขภาพจิตที่ถูกให้ความสำคัญมากขึ้น

พนักงานไม่ได้รีบร้อนจะกลับไปทำงานในออฟฟิศ หลังจากที่ได้เพลิดเพลินกับสมดุลชีวิตการทำงานที่ดีขึ้นจากการทำงานจากระยะไกล ด้วยเหตุนี้ บริษัทต่างๆ จึงพยายามหาวิธีใหม่ ๆ และไม่เหมือนใครเพื่อดึงดูดพนักงานให้กลับมาทำงานที่ออฟฟิศ

ใน LinkedIn มีผลการค้นหาถึง 178 รายการสำหรับงานที่เป็นมิตรกับสุนัขในนิวยอร์ก  คนเริ่มค้นหาบริษัทที่มีสุนัขประจำออฟฟิศ หรือแม้แต่พาสุนัขของตนเองมาทำงานด้วยได้  เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงการระบาดใหญ่

จากข้อมูลของสมาคมสัตว์เลี้ยงแห่งอเมริกา พบว่า 11.38 ล้านครัวเรือนในสหรัฐฯ เลี้ยงสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ในช่วงการระบาด และเจ้าของสุนัขมากกว่า 70% ที่ยังคงทำงาน Work from home เป็นเพราะคิดถึงสัตว์เลี้ยงของตน ขณะที่มีเพียง 42% ที่จะคิดถึงคู่สมรส และ 39% ที่จะคิดถึงลูก ๆ

จากเทรนด์ดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทใหญ่อย่าง Google, Mashable และ Amazon ก็ออกนโยบายที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง โดยยินดีต้อนรับสัตว์เลี้ยงเข้ามาในออฟฟิศทุกวัน ตัวอย่างเช่น Amazon มีหน้าเว็บเฉพาะที่แจ้งให้ผู้เยี่ยมชมทราบว่าน้อง ๆ ได้รับขนมสุนัข และมีน้ำพุให้ใช้ได้ด้วย  เทรนด์นี้กำลังกลายเป็น employer branding tool สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่ม Millennials และ Gen Z

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า สัตว์เลี้ยงช่วยให้พนักงานเปิดบทสนทนา สื่อสาร และร่วมมือกันได้มากขึ้น ลดกำแพงทางสังคมที่มักเกิดขึ้นในที่ทำงาน นอกจากนี้สัตว์เลี้ยงยังช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองสำหรับผู้ที่อยู่ระหว่างการบำบัด ช่วยลดภาวะซึมเศร้าได้

ธุรกิจสำหรับสัตว์เลี้ยงผุดขึ้นมากมายในนิวยอร์ก มีสปาและโรงแรม บริการรับฝากเลี้ยงเฉพาะสัตว์เลี้ยง คล้ายกับสถานรับเลี้ยงสัตว์ที่สัตว์ได้รับการดูแล และได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์กับสัตว์อื่น ๆ

ยิ่งไปกว่านั้นมี ทะเบียนสัตว์ช่วยเหลือแห่งชาติ (National Service Animal Registry) ซึ่งเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์ที่ผู้ใช้สามารถจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อขอใบรับรองที่ระบุว่าสัตว์เลี้ยงของตนเป็นสัตว์ช่วยเหลือทางอารมณ์ได้ ช่วยให้เจ้าของสามารถนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในสถานที่ต่าง ๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหารได้  ซึ่งหากไม่มีทะเบียนนี้ สัตว์เลี้ยงเหล่านั้นอาจไม่ได้รับอนุญาต

จากการสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ของการมีสัตว์เลี้ยงในที่ทำงาน ผู้เข้าร่วม (เจ้าของแมว 97 คน กับเจ้าของสุนัข 110 คน) พบว่า สัตว์เลี้ยงช่วยคลายความเครียด (แมว 29%/ สุนัข 21%) ทำให้ที่ทำงานเป็นมิตรมากขึ้น (แมว = 21%/ สุนัข = 18%) ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจในเชิงบวก (แมว = 19%/ สุนัข = 9%)

ประโยชน์สำคัญของสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง

  • สัตว์จะลดระดับคอร์ติซอล (ความเครียด) และเพิ่มระดับออกซิโทซิน (ความผูกพัน) ซึ่งนำไปสู่บรรยากาศที่สงบและผ่อนคลายมากขึ้น
  • พนักงานในที่ทำงานที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงรายงานว่ามีความพึงพอใจสูงขึ้น 22% และมีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น 17%
  • สัตว์เลี้ยงทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ส่งเสริมความสนิทสนมและการสื่อสารระหว่างพนักงาน

ทั้งนี้ อาจไม่ใช่ทุกคนที่สบายใจกับสัตว์ เนื่องจากปบางคนมีอาการแพ้สัตว์ บ้างก็มี trauma หรือความกลัว แต่ในสังคมที่รักสัตว์คนกลุ่มนี้มักไม่กล้าแสดงความเห็น

อย่างไรก็ดี นักมานุษยวิทยา Barbara J. King ชี้ว่า งานวิจัยส่วนใหญ่มีอคติที่เข้าข้างมนุษย์
เพราะเรามักจะมองว่าสัตว์ช่วยเรา แต่ไม่ค่อยถามว่าสภาพแวดล้อมออฟฟิศนั้นเหมาะกับพวกมันหรือไม่ สุนัขบางตัวอาจสนุกกับการเจอคน แต่บางตัวอาจเกิดความวิตกจากเสียง กลิ่น และคนแปลกหน้า แล้วยิ่งเป็นสัตว์ชนิดอื่น เช่น แมว กระต่าย ยิ่งมีความต้องการเฉพาะตัวสูง

Pet-Friendly Office

ทั้งนี้ องค์กรต้องมี framework ชัดเจน เช่น การคัดกรอง วัคซีน สุขภาพ พฤติกรรมการเข้าสังคมของน้องแต่ละตัว รวมถึงสร้างกฎการใช้พื้นที่ แบ่งเป็นโซนอนุญาต โซนปลอดสัตว์ ขอความร่วมมือใช้สายจูง ห้ามเข้าพื้นที่อาหาร ห้องประชุม ฯลฯ รับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหาย แล้วเริ่มแบบ Pilot ก่อน ด้วยการจัด “Pet Day” เพื่อเก็บ feedback ก่อน

แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่พนักงานต้องการจริงๆ ยังเป็นค่าตอบแทน ความยืดหยุ่น การทำงานที่มีความหมาย และความสัมพันธ์อันดีกับทีม

การนำสัตว์เลี้ยงเข้าสู่ที่ทำงานจึงไม่ใช่แค่เทรนด์ที่ฟังดูน่ารัก แต่มันคือการสร้างสรรค์องค์กรที่เข้าใจหัวอกพนักงาน และใส่ใจความรู้สึกเล็ก ๆ ของการทำงาน


อ้างอิง : Amazonnews, AH, GALLUP, NIH