Trends / ฝันร้ายปีกธุรกิจหนังของ Disney ยังคงดำเนินต่อไป จนเหมือนซีรีส์ที่มีออกมาหลายซีซั่น โดยหลักฐานล่าสุดคือ แม้ทำทุกทางแล้วแต่โปรเจกต์เจ้าปัญหาก็ยังมีแต่ทรุดกับทรุด
สถานการณ์นี้สร้างความปวดหัวให้ Disney อย่างมาก เพราะนอกจากนี่คือหนังใช้คนจริงแสดง (ไลฟ์ แอ็กชั่น) จากอนิเมชั่นเจ้าหญิงที่ใช้ทุนสร้างสูงมากแล้ว อนิเมชั่นต้นฉบับยังถือเป็นคอนเทนต์แรก ๆ ที่ทำให้บริษัทโด่งดังมาจนถึงปัจจุบันอีกด้วย

21-23 มีนาคม 2025 ที่ผ่านมา Snow White แบบไลฟ์แอ็กชั่น ประเดิมฉายสัปดาห์แรกในสหรัฐฯ แล้ว โดยแม้ครองแชมป์หนังทำเงินสูงสุดในสุดสัปดาห์แรกที่เข้าฉายของกรอบเวลาดังกล่าว แต่ก็ทำเงินไปได้เพียง 43 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,456 ล้านบาท) เท่านั้น
นอกจากต่ำกว่า 48-58 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,524-1,964 ล้านบาท) ที่คาดกันไว้แล้ว ยังถือเป็นหนังไลฟ์แอ็กชั่นจากอนิเมชั่นเจ้าหญิงที่ทำเงินได้น้อยสุดของ Disney สวนทางกับทุนสร้างที่สูงถึง 270 ล้านดอลลาร์ (ราว 9,147 ล้านบาท)
Snow White ทำเงินได้สุดสัปดาห์เปิดตัวได้น้อยกว่า Cinderella, The Little Mermaid, Beauty and the Beast ที่ทำเงินช่วงเปิดตัวไป 68 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,303 ล้านบาท), 95 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,218 ล้านบาท) และ 175 ล้านดอลลาร์ (ราว 5,928 ล้านบาท) ตามลำดับ ซึ่งทุกเรื่องก็ล้วนใช้ทุนสร้างน้อยกว่า

มีหลายปัจจัยที่ทำให้ Snow White กลายเป็นหนังหายนะของ Disney โดยปัจจัยแรกมาจากตัวนักแสดง นั่นคือ ราเชล เซกเลอร์ เจ้าของบท Snow White ที่ออกมาแสดงคิดเห็นทางการเมืองไม่หยุดหย่อน ทั้งต่อต้านการทำสงครามกับกลุ่มฮามาสของอิสราเอล ที่ทำให้ชาวปาเลสไตน์ต้องล้มตาย
และแสดงความไม่พอใจที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ราเชล เซกเลอร์ ยังถูกโจมตีว่า เป็นนักแสดงผิวสีน้ำตาลและเชื้อสายลาติน ตรงข้ามกับสาวยุโรปผิวขาวตามอนิเมชั่นต้นฉบับซึ่งเป็นภาพจำของคนทั่วโลก
ขณะที่ตัวเธอเองยังวิจารณ์เนื้อเรื่องของ Snow White ว่าตกยุคและหลุดโลก ส่วนเจ้าชายก็ทำตัวไม่ต่างจากคนโรคจิต ที่ไปไล่ติดตามหญิงสาว
ซึ่งไปกลบความสามารถด้านการร้องและเต้นของเธอที่ประทับใจ สตีเว่น สปิลเบิร์ก จนแนะนำเธอให้กับ Disney และเพลงประกอบที่ได้ทีมเพลงฝีมือดีจากหนัง La La Land

ปัจจัยต่อมาคือ เกล กาดอตต์ เจ้าของบทราชินีใจร้ายในเรื่อง ซึ่งเป็นชาวอิสราเอลก็ออกมาหนุนอิสราเอล โดย ณ จุดนี้ทำให้คู่นักแสดงนำในเรื่องเป็นศัตรูกันจนต้องปั้นหน้าเข้าหากันตลอดเมื่อออกงานร่วมกัน และหนังตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง
อีกปัจจัยที่ทำให้หนัง Snow White ถูกโจมตีคือ การใช้ซีจีสร้างตัวละครคนแคระทั้ง 7 แทนใช้นักแสดงคนแคระจริง ๆ โดยผู้ที่จุดประเด็นเรื่องนี้จนกลายเป็นข่าวที่อุตสาหกรรมบันเทิงต้องหันมาทบทวนตัวเองคือ ปีเตอร์ ดิงคลาเก นักแสดงคนแคระที่ดังมาจากซีรีส์ Games of Thrones
ปัจจัยลบสุดท้ายที่กระทบต่อหนัง Snow White คือทั้งตัวหนังและ Disney ถูกวิจารณ์ว่า นำเทรนด์เรื่องการโอบรับความหลากหลายด้านสีผิว เชื้อชาติ และเพศสภาพมาใช้ในทางที่ผิด (Woke) ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับหนัง The Little Mermaid เมื่อปี 2023

จากปัจจัยทั้งหมด ทำให้ Snow White ต้องถ่ายซ่อม ตัดต่อใหม่ และแก้ซีจี จนต้องเลื่อนฉายมาเป็นมีนาคม 2025 โดย Disney ก็รับรู้สถานการณ์ดี แม้แก้เกมด้วยการไปเปิดรอบปฐมทัศน์โลกในสเปน พร้อมจำกัดจำนวนนักข่าวและสั่งห้ามนักข่าวถามเรื่องปัญหาของหนัง แถมยังให้ ราเชล เซกเลอร์ โชว์การร้องเพลงเพื่อกลบกระแสวิจารณ์
อย่างไรก็ตาม มรสุมที่ Snow White ดูจะไม่หมดไปเสียที และซ้ำอีกด้วยเสียงวิจารณ์ทุกสำนักในทางลบ จนกล่าวได้ว่า Snow White เจอพายุหิมะไม่จบไม่สิ้น
จากปัจจัยทั้งหมดทำให้เมื่อเปิดตัวในสหรัฐฯ Snow White ทำรายได้น่าผิดหวังอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายที่ผิดหวังสุดคือ Disney เพราะนอกจากนี่อาจเป็นหนังขาดทุนมากสุดของปี 2025 ของบริษัทแล้ว ยังดับฝันในการคืนชีพให้เวอร์ชั่นอนิเมชั่น ปี 1938 ซึ่งโกยเงินกวาดรางวัล พาให้ Disney แจ้งเกิดได้ผ่านอนิเมชั่น และทำอนิเมชั่นออกมาอีกมากมายในเวลาต่อมาอีกด้วย

วิกฤตที่เกิดขึ้นกับหนัง Snow White ปี 2025 คือหายนะด้านการประชาสัมพันธ์ เพราะหนังดังทางเสื่อมเสียมานานก่อนที่จะฉาย และพอหนังเข้าฉาย ไม่ว่าใช้วิธีไหนก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
วิกฤตที่เกิดขึ้นกับหนัง Snow White ปี 2025 ยังเป็นบทเรียนราคาแพง เตือนให้ Disney และค่ายหนังต้องคุมพฤติกรรมและการแสดงความคิดเห็นของนักแสดงนำ ก่อนกระทบกับแผนการโปรโมตและตัวเลขรายได้อีกด้วย
วิกฤตที่เกิดขึ้นกับหนัง Snow White ยังถือเป็นข่าวร้ายในไตรมาสแรกปี 2025 ของ Disney เพราะเมื่อปลายกุมภาพันธ์ Captain America : Brave New World หนัง Captain America ภาค 4 ที่ดันให้นักแสดงผิวดำขึ้นมาแสดงนำ ทำรายสัปดาห์ที่ 2 ลดลงถึง 68%

จนเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ค่าย Marvel ที่ลดลงมากสุดอันดับ 2 ในยุคหลังหนัง The Avenger : Endgame เมื่อปี 2019/cnn, bbc, wikipedia, boxofficemojo
–
