Trends / ความเคลื่อนไหวสำคัญสุดของโลกตลอดเมษายนนี้และอาจต่อเนื่องไปถึงสิ้นปี 2025 หรืออาจยาวไปตลอดวาระของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน คือ ผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าต่อสินค้าจากประเทศต่าง ๆ
แต่สถานการณ์จากนี้จะเป็นเช่นไร จะรุนแรงขึ้นหรือบรรเทาความร้อนแรงลงในอีกไม่ช้า ก็ดูได้จากท่าทีของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ต่อมาตรการแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ซึ่งแตกต่างกันไป
บรรทัดถัดจากนี้คือท่าทีของรัฐบาลเอเชีย ซึ่งมีทั้งขู่จะตอบโต้รุนแรงกลับไป พิจารณาหาทางรับมือ ไปจนถึงขอเจรจาโดยเร็วที่สุด

จีน
จีนถูกตั้งกำแพงภาษีนำเข้าเพิ่มเป็น 54% ซึ่งถือว่าสูงสุดในโลก ทำให้รัฐบาลจีนออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันที โดยกระทรวงพาณิชย์จีนวิจารณ์ว่า สหรัฐฯ ใช้มาตรการบ่อนทำลายเศรษฐกิจโลก ที่กระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เองและซัปพลายเชนโลก
ดังนั้น จึงควรยกเลิกในทันที มิฉะนั้นจะเผชิญมาตรการตอบโต้ ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า จีนคงตอบโต้กลับในระดับที่รุนแรงใกล้เคียงกัน พร้อมขยายมาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายากที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและยานยนต์ของสหรัฐฯ
ไต้หวัน
ไต้หวันถูกตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสูงถึง 32% ทำให้รัฐบาลแถลงว่าเป็นวิธีที่ไร้เหตุผล กระทบความร่วมมือระหว่างสองประเทศ และจะมีการตอบโต้กลับไป แต่คาดกันว่าคงไม่รุนแรงนัก เพราะการส่งออกไปยังสหรัฐฯ สำคัญกับเศรษฐกิจไต้หวันมาก
และหากมาตรการแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ต่อสินค้านำเข้าจากไต้หวันมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ อาจทำให้จีดีพีของไต้หวันหดตัวถึง 3.8% ประกอบกับไต้หวันยังต้องพึ่งพาสหรัฐฯ อยู่ในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการสกัดอิทธิพลของจีน
อินเดีย
อินเดียเป็นอีกประเทศเอเชียที่เผชิญมาตรการแข็งกร้าวทางการค้า โดยสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะเจอภาษีนำเข้า 26% นี่ทำให้รัฐบาลอินเดียออกมาวิจารณ์ว่า สหรัฐฯ ใช้ไม้แข็งและวิธีที่รุนแรงมาก
อย่างไรก็ตาม คาดกันว่า อินเดียคงไม่ตอบโต้รุนแรง เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดใหญ่ของสินค้าอินเดียหลายประเภท ตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ ยา ไปจนถึงอัญมณี

เกาหลีใต้
เกาหลีใต้ก็อยู่ในรายชื่อประเทศที่สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีเช่นกัน โดยสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะเจอภาษีนำเข้า 25% ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้นั่งไม่ติด ออกมาวิจารณ์สหรัฐฯ ว่ากำลังเร่งไฟสงครามการค้าโลกให้แรงขึ้น
ด้านรักษาการประธานาธิบดี ฮัน ดุ๊ก-ซู กล่าวว่า จะใช้ทุกวิธีเพื่อตอบโต้ แต่ก็มีรายงานว่ารัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณามาตรการรับมือ จึงเป็นไปได้สูงว่า การตอบโต้สหรัฐฯ ของเกาหลีใต้คงเป็นไปอย่างระมัดระวัง
เพราะแต่ละปีเกาหลีใต้ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ เป็นมูลค่ามหาศาล และเฉพาะตัวเลขส่งออกของอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสหรัฐฯ เมื่อปี 2024 ก็สูงถึง 35,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นเกือบ 50% ของสัดส่วนการส่งออกของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งประเทศ
ญี่ปุ่น
แม้เคยเป็นศัตรูกับสหรัฐฯ มาก่อนแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นก็กลายเป็นมิตรสำคัญสุดของสหรัฐฯ ในเอเชีย ทว่า ญี่ปุ่นก็ไม่รอดพ้นกำแพงภาษีสหรัฐฯ ปี 2025
สินค้าส่งออกจากญี่ปุ่นจะเจอภาษีนำเข้า 24% จากสหรัฐฯ โดยรัฐบาลมีท่าทีระมัดระวังต่อมาตรการแข็งกร้าวของสหรัฐฯ โดยแถลงว่า เสียใจที่สหรัฐฯ ทำร้ายคู่ค้าและมิตรที่สำคัญ
ท่าทีดังกล่าวของญี่ปุ่นไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะสหรัฐฯ คือตลาดส่งออกที่สำคัญของสินค้าญี่ปุ่น โดยเฉพาะยานยนต์ที่ครองสัดส่วน 30% ของการส่งออกไปต่างประเทศ ดังนั้น แม้ญี่ปุ่นตอบโต้แต่ก็คงไม่รุนแรงนัก
ไทย
ไทยก็จะได้รับผลกระทบต่อมาตรการแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ด้วย โดยสินค้าส่งออกจากไทยจะเจอภาษีนำเข้าสูงถึง 36% จากสหรัฐฯ นี่ทำให้รัฐบาลไทยแถลงว่า เสียใจที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการนี้ ขอให้ทบทวนและพร้อมเปิดการเจรจาโดยเร็วที่สุด/theguardian
–
