จากแนวคิดสู่กลยุทธ์ที่นักการตลาดต้องรู้จัก

ในโลกการตลาดยุคดิจิทัล แนวคิด 4P (Product, Price, Place, Promotion) ที่เคยเป็นรากฐานสำคัญกำลังถูกปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคที่ “ประสบการณ์” และ “ความรู้สึก” มีอิทธิพลเหนือ “สินค้า” และ “ราคา” หนึ่งในแนวคิดที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ 4E ซึ่งเป็นการต่อยอดจาก 4P และปรับให้สอดคล้องกับบริบทของผู้บริโภคยุคใหม่

4E คืออะไร?

แนวคิด 4E ประกอบด้วย 4 แกนหลัก ได้แก่

  • Experience (ประสบการณ์)
  • Exclusivity (ความพิเศษเฉพาะบุคคล)
  • Engagement (การมีส่วนร่วม)
  • Emotion (อารมณ์)

แนวคิดนี้ถูกนำเสนอขึ้นโดย Brian Fetherstonhaugh แห่ง Ogilvy & Mather หนึ่งในบริษัทโฆษณาชั้นนำของโลก ในปี 2009 เขาเสนอว่า 4P แบบดั้งเดิมไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลได้อย่างครบถ้วนอีกต่อไป จึงจำเป็นต้องมองผ่านมุมของ 4E ซึ่งเน้น “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” (Customer-Centric) อย่างแท้จริง

  1. Experience – ประสบการณ์ที่น่าจดจำแทนตัวสินค้า

จาก “Product” สู่ “Experience” เพราะลูกค้าไม่ได้ซื้อสินค้าเพียงแค่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่ซื้อ “ประสบการณ์” ที่มาพร้อมกับมัน เช่น แบรนด์ Apple ไม่ได้ขายแค่ iPhone แต่ขายความลื่นไหลของระบบ การดีไซน์ที่พรีเมียม และอารมณ์ร่วมของการเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ Apple

นักการตลาดจึงต้องออกแบบ Customer Journey ให้ทุกจุดสัมผัส (Touchpoints) สร้างประสบการณ์ที่ดี ตั้งแต่เห็นโฆษณาไปจนถึงหลังการขาย

  1. Exclusivity – ความรู้สึกพิเศษเฉพาะตน

แทนที่แนวคิดเรื่อง “Price” หรือราคาที่ถูกที่สุด ด้วย “คุณค่าทางใจ” และความรู้สึกว่า “ฉันได้สิ่งที่ไม่เหมือนใคร” เช่น การจำกัดจำนวนสินค้า (Limited Edition), การเปิดขายเฉพาะสมาชิก, หรือบริการแบบ VIP

การตลาดเชิง Exclusivity สร้าง “คุณค่า” แทน “ต้นทุน” เช่น Starbucks Reserve, Rolex หรือ Clubhouse ที่เปิดให้เฉพาะคนที่ได้รับเชิญเท่านั้นในช่วงเปิดตัว

  1. Engagement – การมีส่วนร่วมแทนการโฆษณาแบบสื่อเดียว

จาก “Promotion” ไปสู่ “Engagement” คือ การสร้างการสื่อสารสองทางระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค เช่น การตอบคอมเมนต์บนโซเชียลมีเดีย, การจัดกิจกรรม UGC (User Generated Content), หรือการ Live สดพูดคุยกับลูกค้า

นักการตลาดต้องเปลี่ยนจากการ “พูดกับลูกค้า” ไปเป็น “ฟังและร่วมสนทนา” กับลูกค้าอย่างจริงใจ

  1. Emotion – อารมณ์คือกุญแจแห่งการจดจำ

จากการ “วางขาย” สู่การ “เชื่อมโยงทางอารมณ์” เพราะผู้บริโภคตัดสินใจด้วยอารมณ์ก่อนเหตุผลเสมอ เช่น โฆษณาที่ทำให้เรายิ้ม น้ำตาซึม หรือรู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ในระดับจิตใจ

แบรนด์อย่าง Nike, Dove หรือ ไทยประกันชีวิต ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยการเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่กระตุ้นอารมณ์

ความสำคัญของ 4E ต่อวงการการตลาด

แนวคิด 4E ไม่ได้มาแทน 4P เสียทีเดียว แต่เป็นการ “ขยายมุมมอง” และช่วยให้นักการตลาดสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในยุคใหม่ได้อย่างลึกซึ้งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์”, “คุณค่าทางใจ”, และ “ความสัมพันธ์กับแบรนด์” มากกว่าแค่ตัวสินค้าและราคา

นักการตลาดจะนำ 4E ไปใช้ได้อย่างไร?

  1. รีดีไซน์กลยุทธ์ให้ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
    วิเคราะห์ Customer Persona แล้วออกแบบประสบการณ์ให้ตอบโจทย์ทั้งอารมณ์ ความรู้สึก และบริบทของเขา
  2. ใช้ Data และเทคโนโลยีสนับสนุนความพิเศษ (Exclusivity)
    เช่น Personalized Offer, ระบบสมาชิก, หรือแคมเปญที่ปรับตามพฤติกรรมผู้บริโภค
  3. เปิดพื้นที่ให้ลูกค้ามีส่วนร่วม (Engagement)
    ผ่าน Social Media, Live Chat, หรือกิจกรรมร่วมสนุกที่ทำให้ลูกค้า “เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์”
  4. เล่าเรื่องด้วยหัวใจ (Emotion)
    ใช้ Storytelling, Visual และ Content ที่กระตุ้นความรู้สึก สร้างการจดจำในระยะยาว

Philip Kotler ซึ่งถือเป็นบิดาแห่งการตลาดยุคใหม่ เขาได้พูดถึง 4E ในบริบทใหม่ของ Marketing 3.0 และ Marketing 4.0 ที่เขาเขียนร่วมกับ Hermawan Kartajaya และ Iwan Setiawan โดยเฉพาะในหนังสือ Marketing 4.0: Moving from Traditional to Digital ที่ตีพิมพ์ในปี 2017 ซึ่งมีการพูดถึง “4E” ที่เปลี่ยนจาก 4P อย่างชัดเจน

ใน Marketing 4.0 (2017) Kotler กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค และเสนอว่าแนวคิดดั้งเดิมของ 4P (Product, Price, Place, Promotion) ควรพัฒนาไปสู่ 4E ดังนี้:

Product Experience ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่ซื้อประสบการณ์โดยรวม
Price Exchange มูลค่าที่ลูกค้ายินดีจ่ายแลกกับสิ่งที่ได้รับ ไม่จำกัดแค่เงิน
Place Everyplace ลูกค้าสามารถเข้าถึงแบรนด์ได้ทุกที่ ทุกเวลา
Promotion Evangelism ลูกค้ากลายเป็นผู้นำเสนอแบรนด์ด้วยตนเอง (เช่น รีวิว แชร์ ฯลฯ)

สรุป

แนวคิด 4E ไม่ใช่แค่ทฤษฎีทางการตลาดใหม่ แต่คือกรอบคิดที่ช่วยให้นักการตลาดสามารถเข้าใจ “ความเป็นมนุษย์” ของผู้บริโภคได้ลึกยิ่งขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกว่าการขายแบบเดิม เมื่อโลกเปลี่ยน ลูกค้าเปลี่ยน… นักการตลาดก็ต้องเปลี่ยนไปใช้ภาษาที่ “ใจ” เข้าใจได้มากขึ้น 🟥