22 พฤษภาคม 2568 เกิดเหตุการณ์ทรูล่ม ทั้งบริการมือถือและเน็ตบ้าน ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างและยาวนานตั้งแต่เวลาประมาณ 10.00 น. จนถึงปัจจุบันที่ยังไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติได้ (อ้างอิงข้อมูล ณ เวลา 17.13 น.)

และเหตุการณ์นี้ได้เกิดกระแสในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ผ่านคอมเมนต์ทางลบ, ความต้องการย้ายค่าย ก่อนจะพัฒนาเป็นมีมขบขันกันอย่างแพร่หลาย จน #ทรูล่ม ขึ้นเทรนด์ X (Twitter) อันดับหนึ่งอย่างรวดเร็ว

ซึ่งปรากฏการณ์ความไม่พอใจของทรูล่มยังส่งถึงหน้าช้อปที่ลูกค้าต่างเข้ามาขอย้ายค่ายจำนวนมาก เพราะไม่สามารถใช้มือถือ หรืออินเทอร์เน็ตเป็นเวลายาวนาน

เพราะความไม่พอใจจากเหตุการณ์ทรูล่มของลูกค้า เอไอเอส ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่แข่งสำคัญของทรู ได้อาศัยจังหวะ “ทรูล่ม” ด้วยการโพสต์ข้อความผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียหลากหลายแพลตฟอร์ม ทั้งเนื้อหาที่เชิญชวนให้ “ย้ายค่าย”, ตอกย้ำความเป็นเครือข่ายคุณภาพอันดับหนึ่ง เพื่อวัตถุประสงค์คือการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทรูที่ไม่พอใจในเครือข่ายที่ยังคงไม่สามารถใช้บริการได้

แนวทางที่เอไอเอสใช้ในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เรียกว่า Opportunistic Marketing ที่อาศัยประโยชน์จากสถานการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่คู่แข่งสะดุดสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับแบรนด์

ซึ่งการทำ Opportunistic Marketing ไม่จำกัดเฉพาะเหตุการณ์คู่แข่งสะดุดเท่านั้น แต่เป็นกลยุทธ์ที่สามารถนำกระแสสังคม สถานการณ์ไม่คาดฝัน เพื่อสร้างการรับรู้ ดึงดูดลูกค้า ตามวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ที่แบรนด์ได้วางไว้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นวิกฤตของคู่แข่งเสมอไป

 

ตัวอย่างเช่น

– Oreo ที่โด่งดังจากการอาศัยช่วงจังหวะเหตุการณ์ไม่ขาดฝันจากไฟดับระหว่างการแข่งขัน Super Bowl ปี 2556 เป็นเวลา 34 นาที ทวิตข้อความสั้น ๆ ใน Twitter (X ในปัจจุบัน) ว่า You can still dunk in the dark. หรือคุณยังจุ่มได้ในความมืด ที่สามารถสร้างโอกาสโฆษณาให้กับ Oreo จากการรีทวิตเป็นจำนวนมาก

– แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่โปรโมตแบรนด์ จุดเด่นของรถไฟฟ้า ในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันขึ้นสูง เป็นต้น


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer