ในปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ ลัคกี้ สุกี้ เร่งเดินเกมท้าทาย สุกี้ตี๋น้อย ในตลาดบุฟเฟต์สุกี้–ชาบูกลุ่มแมสอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายสาขาและแคมเปญการตลาด โดยตั้งราคาบุฟเฟต์และกลยุทธ์อื่น ๆ ในระดับใกล้เคียงกัน
การเดินเกมอย่างรวดเร็วของ ลัคกี้ สุกี้ ส่งผลให้บริษัทมีรายได้ในปีที่ผ่านมาสูงถึง 1,015 ล้านบาท เติบโตจากปี 2566 ถึง 148%

แม้รายได้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ยังถือว่าน้อยกว่า กำไร ของ สุกี้ตี๋น้อย ที่สามารถสร้างกำไรได้ถึง 1,169 ล้านบาท บนรายได้รวม 7,075 ล้านบาท หรือมากกว่ารายได้ของลัคกี้ สุกี้ ถึง 7 เท่า
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ สุกี้ตี๋น้อย เป็นแบรนด์ผู้บุกเบิกตลาดบุฟเฟต์สุกี้กลุ่มแมส ที่เปิดให้บริการตั้งแต่เที่ยงวันถึงตี 5 ทำให้สามารถสร้าง Brand Awareness เข้าถึงกลุ่มลูกค้า ด้วยภาพลักษณ์ “บุฟเฟต์ดึกของคนรุ่นใหม่”
นอกจากนี้ สุกี้ตี๋น้อยยังได้เปรียบจากการให้บริการต่อวันยาวนานถึง 17 ชั่วโมง และมีจำนวนสาขามากถึง 80 แห่ง จากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งได้รับแรงหนุนจากระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ภายหลังการร่วมทุนกับ JMART ในช่วงปลายปี 2565
หากคำนวณรายได้เฉลี่ยต่อสาขาแบบง่าย ๆ:
- สุกี้ตี๋น้อย มีรายได้เฉลี่ยสาขาละ 88.44 ล้านบาทต่อปี
- ลัคกี้ สุกี้ มีรายได้เฉลี่ยสาขาละ 50.77 ล้านบาทต่อปี
ทั้งหมดนี้สะท้อนจุดแข็งที่ ลัคกี้ สุกี้ ยังตามไม่ทัน โดยในปีที่ผ่านมา ลัคกี้ สุกี้ มีเพียง 20 สาขา (รวม BBQ) เพิ่มขึ้นจาก 6 สาขาในปี 2566
อีกหนึ่งจุดต่างคือเวลาเปิดให้บริการของ ลัคกี้ สุกี้ อยู่ที่ 15 ชั่วโมง 30 นาทีต่อวัน (ตั้งแต่ 10.30 น. ถึง 02.00 น.) ซึ่งน้อยกว่าสุกี้ตี๋น้อยอยู่ 1 ชั่วโมงครึ่ง
ด้านการขยายสาขาของลัคกี้ สุกี้ ใช้เงินลงทุนจากผู้ถือหุ้นทั้ง 4 ราย ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์โดยตรง
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากการเติบโตด้านรายได้ ลัคกี้ สุกี้ ถือเป็นคู่แข่งสำคัญที่มีศักยภาพสูง ทั้งในแง่การขยายสาขา การเข้าถึงลูกค้าใหม่ ๆ และการรักษามาตรฐานด้านคุณภาพและบริการ ซึ่งอาจส่งผลให้แบรนด์แข็งแกร่งและเป็นที่จดจำได้มากขึ้นในอนาคต
ท้ายที่สุด Marketeer มองว่า การแข่งขันระหว่าง สุกี้ตี๋น้อย กับ ลัคกี้ สุกี้ เป็นการแข่งขันที่ผู้บริโภคได้ประโยชน์อย่างชัดเจน ทั้งจากโปรโมชั่นที่ดึงดูด และทางเลือกในการรับประทานอาหาร ซึ่งส่งผลให้ MK เริ่มได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ลดลง เพราะลูกค้าบางส่วนเลือกหันไปยังแบรนด์ทางเลือก เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในการรับประทานในภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว
โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าตลาด สุกี้–ชาบู มีมูลค่าประมาณ 23,000–25,000 ล้านบาท ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์ ขอแค่อร่อย อิ่ม ประหยัด และคุ้มค่า ก็เพียงพอแล้ว
