โลกการแข่งขันของอีมาร์เก็ตเพลสได้สปอยผู้บริโภคอยู่เสมอ ผ่านการตลาดคูปองส่วนลด, ส่งฟรี, แคมเปญ Pay Day, Mid Month Sale และ Double Day ที่ต่างเชิญชวนให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าในการซื้อลดตามช่วงเวลาต่าง ๆ ที่แพลตฟอร์มนำเสนอ
การตลาดส่วนลดและส่งฟรีอย่างต่อเนื่องของแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลสถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักในการดึงดูดลูกค้าเข้ามายังแพลตฟอร์ม จากการมองเห็นพฤติกรรมในการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ 3 อันดับแรก มาจาก
-
คูปองและส่วนลด
-
ส่งฟรี
-
จ่ายแบบ COD / เปิดดูสินค้าก่อนจ่ายเงินได้ อ้างอิงข้อมูลจากไพรซ์ซ่าจากการเก็บข้อมูลในปี 2565-2567
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลสยังให้ความสำคัญกับการไลฟ์สด และการทำ Affiliate Marketing ติดตะกร้าสินค้าจาก Influencer ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าและเพิ่มยอดการซื้อผ่านแพลตฟอร์มให้เติบโตอีกทางหนึ่ง
และให้ความสำคัญกับการโฆษณาโปรโมตแพลตฟอร์มตัวเองในสื่อต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เห็นได้จากเดือนมกราคม – มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา แพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลสเป็น Category อันดับสองที่ทุ่มงบโฆษณาสูงสุด ด้วยตัวเลขที่มากถึง 497 ล้านบาท เติบโต 161% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยช้อปปี้เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดใน Category นี้
เพราะความถี่ จำนวน และมูลค่าการซื้อที่เติบโตต่อเนื่อง หมายถึงรายได้และกำไรของแพลตฟอร์ม ที่มีรายได้หลักมาจากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายจากร้านค้า ซึ่งมีอัตราเก็บเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรายได้จากค่าโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และการโปรโมตที่ร้านค้ากลุ่มหนึ่งยอมจ่ายเพิ่ม เพื่อแลกกับการมองเห็นจากลูกค้าที่มากขึ้น

จากการทำตลาดอย่างต่อเนื่องที่ผ่านมา ลาซาด้าและช้อปปี้ได้ผลลัพธ์ทางธุรกิจในไทยคือ ผลกำไรที่เติบโตขึ้นเกือบทุกปีในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา
โดยผลประกอบการของลาซาด้า (ไม่รวมบริการขนส่งและทางการเงินที่แยกเป็นบริษัทย่อย) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ดังนี้
-
2563 รายได้ 10,012 ล้านบาท ขาดทุน 3,989 ล้านบาท
-
2564 รายได้ 14,675 ล้านบาท กำไร 227 ล้านบาท
-
2565 รายได้ 20,675 ล้านบาท กำไร 413 ล้านบาท
-
2566 รายได้ 21,471 ล้านบาท กำไร 604 ล้านบาท
-
2567 รายได้ 28,291 ล้านบาท กำไร 836 ล้านบาท
ส่วนช้อปปี้มีผลประกอบการ (ไม่รวมขนส่งและการเงิน) ดังนี้
-
2563 รายได้ 5,813 ล้านบาท ขาดทุน 4,170 ล้านบาท
-
2564 รายได้ 13,322 ล้านบาท ขาดทุน 4,973 ล้านบาท
-
2565 รายได้ 21,710 ล้านบาท กำไร 2,380 ล้านบาท
-
2566 รายได้ 29,477 ล้านบาท กำไร 2,166 ล้านบาท
-
2567 รายได้ 49,965 ล้านบาท กำไร 4,631 ล้านบาท
ในปี 2568 ทั้งสองแพลตฟอร์มยังคงวางเป้าหมายการเติบโตและผลกำไรที่เพิ่มขึ้น บนกลยุทธ์ที่แตกต่างกันไป
การตลาดของลาซาด้าในปีนี้มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การช้อปให้สนุกขึ้น ผ่านเทคโนโลยี AI ที่สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและฟีเจอร์ต่าง ๆ ให้บริการกับลูกค้า เช่น ที่ผ่านมาได้เปิดฟีเจอร์ถามผู้ใช้งานจริง โดยนำ AI มาช่วยตั้งคำถามเชิญให้ผู้ที่เคยซื้อสินค้ากลับมารีวิว เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อหน้าใหม่ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น
และยังคงให้ความสำคัญกับการดึงลูกค้าเข้าแพลตฟอร์มผ่าน LazGame ที่นำเสนอเกมง่าย ๆ ให้ลูกค้าเข้ามาเล่นต่อเนื่องทุกวัน ซึ่งใน LazGame มีผู้เล่นมากกว่า 1 ล้านคนต่อวัน โดย 82% เข้ามายังแพลตฟอร์มต่อเนื่องทุกวัน และเป็นกลุ่มที่อยู่ในแพลตฟอร์มนานกว่าลูกค้าทั่วไปเฉลี่ย 3 เท่า
สำหรับช้อปปี้ การตลาดยังคงเน้นการนำเสนอฟีเจอร์ที่เข้าถึง Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่นิยมใช้บริการ เช่น การค้นหารีวิวสินค้าต่าง ๆ เปรียบเทียบสินค้า และการจับมือร่วมกับ YouTube ในรูปแบบ Affiliate Marketing เพื่อขยายโอกาสอีกทางหนึ่ง
อย่างไรก็ดี เกมการแข่งขันของลาซาด้าและช้อปปี้ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี
จากข้อมูลของไพรซ์ซ่าพบว่า สัดส่วนช่องทางอีคอมเมิร์ซยอดนิยมในปี 2567 ได้แก่
-
อีมาร์เก็ตเพลส 50%
-
วิดีโอคอมเมิร์ซ 20%
-
โซเชียลคอมเมิร์ซ 18%
-
ควิกคอมเมิร์ซ และ Grocery 8%
-
อีเทลเลอร์ 4%
และมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยมีการเติบโตดังนี้
-
2564 มูลค่า 610,000 ล้านบาท เติบโต 65%
-
2565 มูลค่า 820,000 ล้านบาท เติบโต 34%
-
2566 มูลค่า 920,000 ล้านบาท เติบโต 12%
-
2567 มูลค่า 1 ล้านล้านบาท เติบโต 9%
-
2568 มูลค่า 1.07 ล้านล้านบาท เติบโต 7%
ส่วนในอนาคตเชื่อว่า ทั้งอีมาร์เก็ตเพลสอย่างลาซาด้า ช้อปปี้ และอื่น ๆ มีแนวโน้มเติบโตขึ้นกว่านี้แน่นอน
เพราะคนไทยชอบความสะดวก โค้ดส่วนลด เปรียบเทียบสินค้า โดยไม่ต้องเดินทางไปไหน
แล้วคุณล่ะ ซื้อของจากอีมาร์เก็ตเพลสมากแค่ไหน?
