ในโลกของผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โฆษณาที่มีภาพหญิงสาวหน้าใสพร้อมคำโปรยว่า “ช่วยให้ผิวกระจ่างใสใน 7 วัน” เคยเป็นสูตรสำเร็จที่ขายดีเสมอมา
แต่วันนี้ สูตรนั้นอาจใช้ได้ผลน้อยลง เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ไม่เชื่อแค่ภาพลักษณ์หรือคำโฆษณาที่คลุมเครืออีกต่อไป พวกเขาเริ่ม “ตั้งคำถาม” และ “หาคำตอบ” ก่อนจะตัดสินใจซื้อมากขึ้น
นี้จึงอาจกลายเป็นยุคของ “Science-Driven Skincare” หรือการดูแลผิวที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์
ซึ่งหมายถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ มีข้อมูลสนับสนุนชัดเจน และสามารถอธิบายกลไกการทำงานได้อย่างมีเหตุผล
แนวโน้มนี้อาจเป็นการพลิกโฉมอุตสาหกรรมความงามครั้งใหญ่ และเปิดโอกาสให้กับแบรนด์ที่ยึดมั่นในหลักวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง
.
ทุกวันนี้ ผู้บริโภคไม่ได้ถามแค่ว่า “แบรนด์นี้ดังไหม?” แต่เปลี่ยนมาถามว่า “สารตัวนี้ทำงานอย่างไร?”
จากเดิมที่แบรนด์สกินแคร์เน้นแค่แพ็กเกจสวยหรูหรือโฆษณาชวนฝัน
ลูกค้าในปัจจุบันเริ่มสนใจ “สารออกฤทธิ์” (Active Ingredients) แบบจริงจัง
พวกเขาต้องการรู้ว่า Niacinamide ช่วยเรื่องอะไร
หรือ Retinol ต่างจาก Bakuchiol อย่างไร
บางคนถึงขั้นหาข้อมูลประโยชน์ของแต่ละส่วนประกอบ และไม่ยอมรับคำอธิบายที่ไม่ชัดเจนจากแบรนด์อีกต่อไป
พวกเขาต้องการคำตอบที่มีหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์มารองรับ
เมื่อความคาดหวังของผู้บริโภคเปลี่ยนไป กลยุทธ์การตลาดของแบรนด์ก็ต้องเปลี่ยนตาม
การสื่อสารต้องชัดเจนขึ้น ลึกขึ้น และจำเป็นต้องมีข้อมูลสนับสนุนมากขึ้น
ไม่ใช่แค่แบรนด์ระดับโลก แต่หลายแบรนด์ในไทยเองก็เริ่มตระหนักและปรับตัวให้เข้ากับกระแสนี้
เราจึงเริ่มเห็นโฆษณาที่ระบุชัดเจนขึ้น เช่น “ใช้สารสกัดจาก XYZ” หรือย้ำว่า “ใส่ส่วนผสมที่ % ถึงแน่นอน” เพื่อแสดงว่ามีสารออกฤทธิ์ในปริมาณที่เห็นผลจริง
บางแบรนด์ถึงขั้นใช้ชื่อสินค้าเป็นชื่อสารออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงที่ผู้บริโภครู้จัก
การเปลี่ยนแปลงเชิงการตลาดนี้ ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือการตอบสนองต่อความรู้ที่ผู้บริโภคสะสมไว้ และการสร้างความเชื่อใจผ่านความโปร่งใส
.
แบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์เริ่มมีตัวตนมากขึ้น
ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ Medik8 แบรนด์สัญชาติอังกฤษที่โฟกัสเฉพาะกลุ่ม “สกินแคร์เวชสำอาง” หรือ dermocosmetics
ซึ่งเน้นการผสานความรู้ทางเวชศาสตร์และเครื่องสำอาง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีการวิจัยรองรับที่แม่นยำ
ล่าสุด ยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง L’Oréal ได้เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของ Medik8
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่แบรนด์ระดับโลกก็ต้องการเสริมความแข็งแกร่งในตลาดสกินแคร์ที่เน้นหลักการเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น
ในระดับโลกเอง ตลาดก็ขานรับการเปลี่ยนแปลงนี้
ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ยุโรปและอเมริกาเหนือ
ทุกภูมิภาคต่างให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น
เพราะเมื่อผู้บริโภคฉลาดขึ้น ตลาดก็จำเป็นต้องพัฒนาไปด้วย
ด้านนักวิเคราะห์เองก็เริ่มจับตาแนวโน้มนี้อย่างจริงจัง Celine Pannuti จาก JPMorgan Chase วิเคราะห์ว่า
“กลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์เวชสำอางเติบโตอย่างรวดเร็ว” เนื่องจากผู้บริโภคมีความรู้มากขึ้น
และเปิดรับการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ควบคู่กับหัตถการความงามต่างๆ เช่น เลเซอร์หรือทรีตเมนต์เฉพาะทาง
.
จากเดิมที่การดูแลผิวคือการทาครีมบำรุงทั่วไป วันนี้ผู้บริโภคหันมามองการดูแลผิวแบบองค์รวม
เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม active ingredient ในการเตรียมผิวก่อนทรีตเมนต์ หรือช่วยฟื้นฟูผิวหลังการทำหัตถการต่างๆ
ซึ่งนี่คือโอกาสครั้งสำคัญสำหรับแบรนด์ที่มีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผิวพรรณและกระบวนการฟื้นฟูเซลล์ผิว
สุดท้ายแล้ว การสร้างแบรนด์ในยุคนี้จึงไม่ได้หยุดที่ภาพลักษณ์สวยหรู แต่คือการลงทุนอย่างจริงจังใน “องค์ความรู้”
แบรนด์ต้องกล้าทำการวิจัย ทดลอง และสื่อสารอย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือ
และเหนือสิ่งอื่นใด คือต้องกล้าพูดความจริงกับผู้บริโภค แม้คำตอบจะไม่ใช่ “ผิวดีใน 7 วัน” แต่เป็น “ต้องใช้เวลาอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย”
เพราะสุดท้าย ความเชื่อใจไม่ได้เกิดจากคำโฆษณา แต่เกิดจากความเข้าใจและความโปร่งใสนั่นเอง
Source
