อินเดียกำลังเผชิญกับสถานการณ์คล้ายหลายประเทศทั่วโลก นั่นคือข้อจำกัดในการส่งออกแร่หายาก (REE) จากจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ในอินเดีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเยอรมนี ปัญหานี้กระตุ้นให้อินเดียตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาแหล่งแร่หายากภายในประเทศของตนเอง

ท่ามกลางการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญว่าอินเดียมีศักยภาพสูงที่จะก้าวขึ้นเป็นทางเลือกสำคัญแทนจีนในอุตสาหกรรมนี้ แต่จะต้องมีการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนเป็นจำนวนมากเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

รัฐบาลอินเดียกำลังเร่งประเมินบทบาทของ Indian Rare Earths (IREL) ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตแร่หายากภายในประเทศ โดยความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับคำกล่าวของ ปิยูช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ที่มองว่าการระงับการส่งออกแร่หายากของจีนเป็นทั้ง “สัญญาณเตือน” และ “โอกาส” สำหรับอินเดียในการเป็นผู้จัดหาทางเลือก แม้ว่าจีนจะส่งสัญญาณผ่อนคลายมาตรการควบคุมแล้ว แต่การควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีนไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีการจำกัดการขายอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงสองปีที่ผ่านมา

การขาดแคลนแร่หายากครั้งล่าสุดนี้ตอกย้ำถึงอิทธิพลของจีนในตลาดโลกอย่างชัดเจน โดยจีนผลิตแร่หายากประมาณ 60% ของอุปทานทั่วโลก และแปรรูปได้เกือบ 90% ซึ่งรวมถึงวัสดุที่นำเข้าจากประเทศอื่น ๆ นี่ทำให้จีนมีอำนาจต่อรองสูงในแง่ของแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับเทคโนโลยีล้ำสมัยหลากหลายชนิด เช่น หุ่นยนต์ รถไฟฟ้า พลังงานสะอาด แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ทางทหาร

อินเดียเล็งเห็นโอกาสจากสถานการณ์นี้ เพราะมีปริมาณสำรองแร่หายากมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากบราซิล และยังมีแหล่งแร่ทรายชายหาดเกือบ 35% ของโลก ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของแร่หายากที่จำเป็น

ด้วยปริมาณสำรองที่มหาศาลนี้ อินเดียจึงพร้อมที่จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่หายากทั่วโลกที่มีความหลากหลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากแหล่งแร่เหล่านี้ต้องอาศัยความสามารถในการทำเหมือง สกัด และแปรรูปขั้นสูง ซึ่งอินเดียยังขาดแคลนเมื่อเทียบกับจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ทำให้ปัจจุบันอินเดียมีส่วนในการผลิตแร่หายากทั่วโลกเพียงไม่ถึง 1%

นอกจากนี้ อินเดียยังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ดีในพื้นที่ทำเหมือง โดยเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ อินเดียได้เปิดตัว “ภารกิจแร่ธาตุวิกฤตแห่งชาติ” ในปี 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความพึ่งพาตนเองด้านแร่หายาก

รัฐบาลอินเดียกำลังพิจารณาความร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนา IREL รวมถึงโครงการจูงใจและเงินอุดหนุนเพื่อส่งเสริมการทำเหมืองและแปรรูปในท้องถิ่น การขาดการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในอดีตได้ขัดขวางนวัตกรรมและการขยายขนาด แต่ความต้องการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นในภาคเทคโนโลยี เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และการป้องกันประเทศ ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ

ปัจจัยคู่ขนานนี้ทำให้อินเดียเป็นได้ทั้งผู้จัดหาและผู้บริโภค ซึ่งส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมในการสร้างขีดความสามารถภายในประเทศ อินเดียกำลังเดินหน้าโครงการแร่หายากหลายโครงการ รวมถึงโรงงานผลิตแม่เหล็กแร่หายากของ IREL

จากทั้งหมดนี้จึงกล่าวได้ว่าแม้ว่าอินเดียอาจไม่สามารถเข้ามาแทนที่บทบาทนำของจีนในตลาดแร่หายากได้อย่างสมบูรณ์ แต่ก็มีโอกาสและความเป็นไปได้ในการขึ้นเป็นแหล่งแร่หายากทางเลือกสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยทั้งหมดจะเป็นจริงได้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความจริงจังของรัฐบาลอินเดียด้วย

เพราะมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วหลายครั้ง ที่อินเดียทำโอกาสขึ้นมาโดดเด่นบนเวทีโลกหลุดมืออย่างน่าเสียดาย ทั้งที่มีศักยภาพมหาศาลและประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งเมื่อสืบสาวไปก็พบว่าเกิดจากความจริงจังของรัฐบาลที่ไม่เพียงพอ กฎระเบียบที่ซับซ้อน และการทำงานซ้ำซ้อนกันของหน่วยงาน และปัญหาสมองไหลที่คนเก่ง ๆ ระดับหัวกะทิ เลือกทำงานและอาศัยในต่างประเทศต่อหลังเรียนจบ แทนที่จะกลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนอีกด้วย / cnbc


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer