Real Estate Real Marketing / ศาสตราจารย์วิทวัส รุ่งเรืองผล / witawat@tbs.tu.ac.th
มาตรฐาน ESG หรือมาตรฐานการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ที่ครอบคลุมมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance) เป็นประเด็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในหลากหลายธุรกิจ สำหรับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้น ธุรกิจโรงแรมน่าจะเป็นกลุ่มที่สามารถปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานความยั่งยืนได้ก่อนอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น อันเนื่องมาจากความต้องการของลูกค้าต่างชาติที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยลูกค้าบางรายอาจถึงขั้นกำหนดให้เป็นเงื่อนไขในการเลือกโรงแรม
ช่วงเดือนมีนาคม–กรกฎาคม 2568 ผมได้มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับงานวิชาการด้านธุรกิจยั่งยืนสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ในฐานะนักวิจัยใน “โครงการยกระดับการดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน” ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดำเนินการให้กับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยได้เข้าไปสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลผู้ประกอบการทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อทำความเข้าใจแนวทางในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และนำข้อมูลที่ได้มาสู่การสร้างแพลตฟอร์มสำเร็จรูป ให้ผู้ประกอบการสามารถจัดทำและออกรายงานความยั่งยืนได้ด้วยตนเอง
ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ผมได้ลงพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลกับคุณกุสุมา กิ่งเล็ก เจ้าของโรงแรมอ่าวนาง ปริ๊นซ์วิลล์ วิลล่า รีสอร์ท แอนด์ สปา ที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโรงแรมของผู้ประกอบการไทยที่เข้าสู่มาตรฐานด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับมาตรฐานและรางวัลด้าน Green Hotel รวมถึงรางวัลด้านความยั่งยืนจากเวทีต่าง ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ผมจึงได้นำกรณีศึกษานี้มาสรุปเพื่อแบ่งปันกับผู้ประกอบการโรงแรมที่สนใจเข้าสู่มาตรฐานความยั่งยืน ว่าเขาทำอะไรกันบ้าง
ข้อมูลพื้นฐานของโรงแรมอ่าวนาง ปริ๊นซ์วิลล์ วิลล่า รีสอร์ท แอนด์ สปา
โรงแรมแห่งนี้มีห้องพักรวมประมาณ 50 ห้อง และมีพนักงานประจำกว่า 50 คน ห้องพักมีหลายระดับ ตั้งแต่ห้องมาตรฐานที่มีราคาประมาณ 2,000–3,000 บาทต่อคืน ไปจนถึงวิลล่าแบบ 3 ห้องนอนที่ราคาประมาณ 30,000–40,000 บาทต่อคืน กลุ่มลูกค้าหลักนอกจากคนไทยแล้ว ยังรวมถึงนักท่องเที่ยวจากยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง จากการสัมภาษณ์พบว่า อัตราการเข้าพักเฉลี่ยตลอดทั้งปีอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 ซึ่งเป็นผลจากการทำกิจกรรมการตลาด เช่น การไปออกบูธในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และการมีฐานลูกค้าประจำในระดับหนึ่ง
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อความยั่งยืน
ก่อนที่จะกล่าวถึงมาตรฐาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ข้อสำคัญของการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน คือการเข้าใจและจัดการห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วย:
- การจัดหาวัตถุดิบ เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ที่ควรเน้นจากผู้ผลิตท้องถิ่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- กระบวนการผลิต เช่น การปรุงอาหารหรือการซักรีดที่ลดพลังงานและลดของเสีย
- การจัดเก็บและจัดการขยะ อย่างมีประสิทธิภาพ
- การขนส่งที่ยั่งยืน
- การบริหารจัดการคู่ค้าและลูกค้า ให้สอดคล้องกับหลักความยั่งยืน
โรงแรมแห่งนี้มีนโยบายจัดซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด โดยปัจจุบันกว่าร้อยละ 50 ของวัตถุดิบมาจากแหล่งท้องถิ่น และยังมีการจัดทำแปลงเกษตรนอกพื้นที่โรงแรม เพื่อปลูกผักใช้เองในโรงแรม ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ โรงแรมยังทำงานร่วมกับเกษตรกรและธุรกิจชุมชน เช่น การช่วยพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในท้องถิ่น ให้สามารถยกระดับผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้มีมาตรฐานระดับสากล เพื่อให้สามารถนำมาใช้และจำหน่ายภายในโรงแรม อีกทั้งยังมีการใช้ผ้าพื้นเมืองที่เย็บโดยพนักงานในโรงแรมเอง สำหรับทำปลอกหุ้มขวดน้ำในห้องพัก
ในส่วนของผ้าปูที่นอนและปลอกหมอน โรงแรมเลือกใช้ “สีขาวหม่น” แทนสีขาว เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารฟอกขาวในกระบวนการผลิต และเลือกใช้บริการซักรีดจากโรงงานภายนอก ซึ่งเริ่มตั้งแต่การจัดหาผ้าที่ฝัง RFID เพื่อแยกแยะว่าเป็นของโรงแรมใด โดยบริษัทจะมารับผ้าไปซักทุกวัน และส่งคืนโดยคิดค่าบริการตามน้ำหนัก แม้จะมีต้นทุนสูงกว่าการซักรีดทั่วไปเล็กน้อย แต่โรงแรมไม่ต้องลงทุนซื้อผ้าปูที่นอนเอง ซึ่งเจ้าของโรงแรมเล่าว่า ปัจจุบันโรงแรมหลายแห่งเริ่มใช้วิธีนี้มากขึ้น
บริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการพลังงาน
ด้านการจัดการพลังงาน โรงแรมได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และเปลี่ยนหลอดไฟทั้งหมดเป็นหลอด LED ซึ่งถือเป็นแนวทางปฏิบัติปกติที่ธุรกิจจำนวนมากดำเนินการ ข้อดีของการติดตั้งแผงโซลาร์ คือมีแอปพลิเคชันช่วยแสดงข้อมูลปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ พร้อมแปลงเป็นข้อมูลเปรียบเทียบให้เห็นว่า ประหยัดพลังงานได้มากน้อยเพียงใด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบตัวเลขที่วัดได้ ปัจจุบันการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์มีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่
- โรงแรมลงทุนเอง และ
- บริษัทผู้รับติดตั้งเป็นผู้ลงทุน โดยโรงแรมจ่ายค่าส่วนต่างจากค่าไฟที่ประหยัดได้
ผู้ประกอบการเลือกใช้รูปแบบหลัง เพราะต้องการนำงบประมาณไปปรับปรุงห้องพัก และเชื่อว่าการให้ผู้ติดตั้งเป็นผู้ลงทุนจะช่วยให้ดูแลอุปกรณ์ได้ดี เนื่องจากมีส่วนได้ส่วนเสียจากปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้
อีกแนวทางหนึ่งในการประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คือการเปลี่ยนรถรับ–ส่งลูกค้าจากสนามบิน จากเดิมที่ใช้รถยุโรปใช้น้ำมัน มาเป็นรถมินิแวนพลังงานไฟฟ้า (EV) จากประเทศจีน โดยโรงแรมเล่าว่าประหยัดค่าน้ำมันไปได้เดือนละหลายหมื่นบาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่า และยังทำให้โรงแรมอื่น ๆ ที่รู้จักเริ่มเปลี่ยนตามในลักษณะเดียวกัน
ด้านการจัดการน้ำ
โรงแรมในจังหวัดกระบี่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในบางปีช่วงหน้าแล้ง หลายแห่งต้องซื้อน้ำมาใช้ ซึ่งมีต้นทุนสูง โรงแรมแห่งนี้จึงมีแผนจะลงทุนขุดบ่อน้ำในลักษณะแก้มลิง บริเวณแปลงเพาะปลูกที่อยู่นอกเขตโรงแรม เพื่อเก็บกักน้ำฝนไว้ใช้ในการเพาะปลูก และเป็นแหล่งน้ำสำรองในกรณีจำเป็น โดยสามารถสูบน้ำมาเข้าระบบกรองเพื่อใช้ในช่วงหน้าแล้งได้ ถือเป็นอีกตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำอย่างมีแผน
ด้านการป้องกันความหลากหลายทางชีวภาพ
เนื่องจากโรงแรมตั้งอยู่ใกล้เชิงเขาและพื้นที่ป่า ทำให้มีสัตว์ต่าง ๆ เช่น นก ลิง กระรอก เข้ามาดื่มน้ำหรือเก็บผลไม้จากต้นไม้ภายในบริเวณโรงแรม ตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง โรงแรมมีนโยบายรักษาต้นไม้ใหญ่ให้คงอยู่ บางต้นเช่นมะพร้าวแม้มีความเสี่ยงที่ผลจะตกใส่แขก โรงแรมก็ใช้วิธีติดป้ายเตือนเพื่อให้แขกเข้าใจ ส่วนบริเวณรั้วโรงแรมก็ทำตาข่ายป้องกันสัตว์ภายนอกเข้ามา และยังมีมาตรการเชิงรุก เช่น จัดหาแหล่งน้ำและอาหารไว้ให้นอกเขตโรงแรมในจุดที่เป็นรอยต่อของป่า โดยให้เหตุผลว่าในช่วงหน้าแล้งสัตว์จะขาดน้ำ หากมีแหล่งน้ำและอาหารเพียงพอ สัตว์ก็จะไม่เข้ามาในเขตโรงแรม
ด้านการจัดการมลพิษทางเสียง
แม้โรงแรมจะไม่ได้เป็นต้นเหตุของมลพิษทางเสียง แต่เนื่องจากอยู่ใกล้ถนนใหญ่ อาจมีเสียงรบกวนจากรถยนต์หรือดนตรีจากร้านอาหารบริเวณใกล้เคียง ทางโรงแรมจึงใช้แนวทางของมาตรฐาน “โรงแรมสีเขียว” ที่มีผู้ประเมินจากภายนอก ซึ่งกำหนดว่าเสียงรบกวนในห้องพักต้องไม่เกิน 70 เดซิเบล ทางโรงแรมจึงใช้มาตรฐานนี้ในการเลือกวัสดุและโครงสร้างห้องให้ลดเสียงรบกวน รวมถึงเลือกสุขภัณฑ์ที่เสียงการใช้งาน เช่น การกดชักโครก เบากว่าปกติ
สำหรับเสียงจากธรรมชาติ เช่น จิ้งหรีด หรืออึ่งอ่าง โรงแรมใช้วิธีการสื่อสารกับแขกเพื่อให้เข้าใจว่าเป็นเสียงของสัตว์ในระบบนิเวศธรรมชาติ ซึ่งแขกบางรายกลับรู้สึกชื่นชอบและเข้าใจมากขึ้น
ด้านสังคม
นอกเหนือจากการจัดให้มีระบบสวัสดิการแรงงาน เช่น การขึ้นทะเบียนประกันสังคม การจัดหาอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยตามลักษณะงาน เช่น หน้ากากอนามัย ถุงมือ และยูนิฟอร์มแล้ว โรงแรมยังได้ตั้ง “กองทุนขยะ” สำหรับให้พนักงานกู้ยืมยามฉุกเฉิน โดยใช้เงินที่ได้จากการขายขยะรีไซเคิล เช่น ขวดพลาสติกและกระดาษ มาเป็นเงินทุนกองกลางให้พนักงานสามารถกู้ยืมได้ โดยกำหนดระยะเวลาการชำระคืนภายใน 3 เดือน
ในด้านกิจกรรมภายใน โรงแรมจัดกิจกรรมร่วมกับพนักงานอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดสรรงบประมาณให้สภาพนักงานเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัดปีละครั้ง และการจัดงานทำบุญประจำปี
รายได้ของพนักงานนอกจากเงินเดือนประจำแล้ว ยังรวมถึงเงินจากเซอร์วิสชาร์จซึ่งมีการเฉลี่ยรายเดือนให้กับพนักงานทั้งหมด โดยจำนวนเงินในแต่ละเดือนจะขึ้นอยู่กับรายได้ของโรงแรมในช่วงเวลานั้น
นอกจากนี้ โรงแรมยังสนับสนุนธุรกิจชุมชนโดยรอบในลักษณะของการลงพื้นที่ให้ความรู้และอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และบริการของชุมชน เช่น การเข้าไปให้คำปรึกษาธุรกิจนวดสปาชุมชน โดยเน้นการสร้างอัตลักษณ์ของพื้นที่ เช่น การนำเปลือกหอยงวงช้างหรือลูกปัดท้องถิ่นมาใช้ประกอบในการนวด เพื่อให้เกิดความโดดเด่นเฉพาะตัวของบริการในพื้นที่จังหวัดกระบี่
ด้านธรรมาภิบาล
โรงแรมแห่งนี้ได้เข้าร่วมการรับรองมาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบหลายด้าน เช่น การใช้ระบบบัญชีเดียว การตรวจสอบประวัติการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการตรวจสอบประวัติส่วนตัวของเจ้าของธุรกิจว่าไม่มีประวัติอาชญากรรม หรือพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใสทางธุรกิจ
การที่โรงแรมได้รับการรับรองมาตรฐานธรรมาภิบาลนี้ จึงเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน
ประโยชน์จากการเข้าสู่มาตรฐานความยั่งยืน
สำหรับธุรกิจโรงแรม การเข้าสู่มาตรฐานความยั่งยืนโดยมีหน่วยงานภายนอกเข้ามารับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมโรงแรมที่มีหน่วยงานทั้งระดับโลก ระดับอาเซียน และระดับประเทศเป็นผู้ตรวจสอบ เช่น มาตรฐาน GSTC (Global Sustainable Tourism Council), ASEAN Green Hotel Standard หรือ Green Hotel ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการของลูกค้าต่างชาติ
โรงแรมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความยั่งยืน ยังมีโอกาสได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมงานส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น การออกบูธกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน เจ้าของโรงแรมเล่าให้ฟังว่า หากโรงแรมยังไม่ได้รับมาตรฐานที่สูงพอ โอกาสในการร่วมงานระดับนานาชาติหรือภาครัฐจะมีน้อย การเข้าสู่มาตรฐานจึงเป็นการเปิดโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้
สิ่งที่น่าชื่นชมคือทัศนคติของผู้ประกอบการ ที่พยายามสมัครและเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ การมีหน่วยงานภายนอกเข้ามาตรวจสอบ ช่วยยกระดับมาตรฐานการทำงานของทั้งพนักงานและโรงแรม โดยในช่วงแรกอาจถูกมองว่าเป็นภาระ แต่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน พนักงานจะมีความตื่นตัวและรักษามาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะมีการสุ่มตรวจเมื่อใด
การเป็นหนึ่งในโรงแรมกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับมาตรฐาน ยังช่วยให้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น งบประมาณในการเข้ารับการตรวจหรือโครงการต้นแบบ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร และทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น เช่น การกำหนดเงื่อนไขเลือกโรงแรมที่มีมาตรฐานความยั่งยืน หรือเป็น “โรงแรมสีเขียว” สำหรับการจัดประชุม สัมมนา หรือพาพนักงานไปทำกิจกรรมนอกสถานที่
ผมเชื่อว่าในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรมในประเทศไทย ระยะยาวแล้วเลี่ยงไม่พ้น จากมาตรฐานที่สมัครใจในวันนี้ สุดท้ายจะกลายเป็นข้อกำหนดที่ขาดไม่ได้ มิฉะนั้นจะทำธุรกิจได้ลำบาก ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ทางธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมและสังคมไทยให้ดีขึ้นครับ
