VML ถอดรหัสการเข้าใจความย้อนแย้งในใจผู้บริโภคยุคใหม่ผ่าน 4 มิติตัวอย่างสำคัญจากปรากฏการณ์ Consumer Paradox Mindsets ในรายงาน The Future 100, Future Shopper
ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ กระแสโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนแปลงค่านิยม และการดิสรัปชันของเทคโนโลยี AI
ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ในหมู่ผู้บริโภค นั่นคือ “Consumer Paradox Mindsets” หรือความคิดและพฤติกรรมที่ย้อนแย้งกันในตัวผู้บริโภค

เอเยนซี “VML” (วีเอ็มแอล) ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคจากงานวิจัย “The Future 100” และ “Future Shopper” ฉบับล่าสุด หลังจัดทำอย่างต่อเนื่องมากว่าสิบปี โดยทำการสำรวจผู้บริโภคทั่วโลกจำนวนกว่า 45,000 คน แบ่งเป็นผู้บริโภคชาวไทย 2,000 คน
พร้อมตรวจเช็คความสอดคล้องกับข้อมูลจากพาร์ทเนอร์บริษัทวิจัยชั้นนำอย่าง Kantar, Global Web Index และ Euromonitor มาร่วมวิเคราะห์ เพื่อถอดรหัสความเข้าใจพฤติกรรมที่ย้อนแย้งของผู้บริโภค ซึ่งทำให้เกิดความสับสนลังเลในการตัดสินใจทำอะไรต่าง ๆ จนนักการตลาดต้องเสียโอกาสในการขายไป
พบว่าปรากฏการณ์ Consumer Paradox Mindsets จากรายงานผลงานวิจัย กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าการตลาดไทย โดยหากมองผ่าน 4 มิติสำคัญที่เป็นตัวอย่างของความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นในใจผู้บริโภคไทย และยังสะท้อนให้เห็นความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ในยุคปัจจุบัน
1.The Spending Paradox: ความย้อนแย้งด้านการใช้จ่าย
ความย้อนแย้งใน “ความอยากจ่าย” กับ “กำลังในการจ่าย” แม้จะมีแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อลดลง แต่ผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะ Gen Z (อายุ 11-26 ปี) กลับมีความอยากที่จะใช้จ่ายในหลายหมวดหมู่สินค้าและโซลูชันมากกว่าทุกเจนเนอเรชัน โดยเฉพาะค่าอาหาร เครื่องดื่ม และค่าใช้จ่ายส่วนตัว ทำให้กว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ต้องมองหาแบรนด์ทางเลือกที่ราคาถูกกว่า อย่างไรก็ตาม เกือบครึ่งของผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ก็ยังมีความอยากเก็บเงินและลงทุนเพื่ออนาคต
ในขณะที่กลุ่ม Gen X (อายุ 43-58 ปี) ถึง Baby Boomer (อายุ 59-77 ปี) ที่มีฐานะดีกว่ากลับเน้นประหยัดกับค่าปัจจัยพื้นฐาน แต่ยังแอบเปิดใจให้กับสินค้าโซลูชันด้านสุขภาพและการแสวงหาประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สนุกสนาน
2.The Relationship Paradox: ความย้อนแย้งด้านความสัมพันธ์
ความย้อนแย้งใน “การอยากเชื่อมต่อ” กับ “อยากหยุดเชื่อมต่อ” ถึงแม้ว่าคนไทยกว่า 90% สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้และเชื่อมต่อกับโซเชียลมีเดียตลอดเวลา แต่ผู้บริโภคชาวไทยเกือบ 80% ของผู้ตอบแบบสอบถาม กำลังพิจารณาเรื่อง “การควบคุมปริมาณข้อมูล” เช่น การเลิกติดตาม หรือบล็อกโซเชียลมีเดียบางแพลตฟอร์ม
ขณะที่ 71% เริ่มรู้สึกเอียนเทคโนโลยีและต้องการอิสระ ทำให้คนไทยกว่าหนึ่งในสามหรือประมาณ 38% หันมาสนใจกิจกรรมในโลกจริงเพื่อสุขภาพจิตที่ดี
อย่างไรก็ตาม พวกเขายังมองเทคโนโลยีในแง่ดีมากกว่าแง่ไม่ดี และเชื่อว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับความสามารถในการเชื่อมต่อกับผู้คนและโอกาสในชีวิตที่ดีขึ้นได้
3.The Belief Paradox: ความย้อนแย้งด้านความเชื่อ
ความย้อนแย้งใน “ความต้องการความซื่อสัตย์จริงใจ” กับ “ความโหยหาความตื่นเต้นเซอร์ไพรส์เร้าใจ” จากผลการวิจัยล่าสุดของ VML กับผู้บริโภคไทย พบว่า ความเชื่อมั่นในบุคคล แบรนด์ และอินฟลูเอนเซอร์กำลังถูกท้าทายจากความไม่เชื่อใจของผู้บริโภค เนื่องจากข่าวด้านลบและข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดีย
โดยคนไทยกว่า 80% ของผู้ตอบแบบสอบถาม กังวลเรื่องข่าวปลอม ขณะที่ความเชื่อมั่นใน AI กลับสูงเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ผู้บริโภคเรียกร้องความจริงและความซื่อสัตย์เป็นคุณค่าสูงสุด โดยต้องการแบรนด์ที่จริงใจ 64% และน่าเชื่อถือ 70%
อย่างไรก็ตาม การเป็นเพียงแบรนด์ที่จริงใจและน่าเชื่อถืออาจไม่เพียงพอ เพราะผู้บริโภคกว่า 73% ยังต้องการแบรนด์ที่บันเทิง ดึงดูดทุกโสตประสาทสัมผัส และสร้างความ “ว้าว” ด้วย ถึงจะเป็นแบรนด์ที่โดดเด่น และเป็น Top of Mind ในใจผู้บริโภค
4.The Health & Wellness Paradox: ความย้อนแย้งด้านสุขภาพ
ความย้อนแย้งใน “ความกลัวแก่” กับ “ความสุขสนุกของชีวิตในวัยหลังเกษียณ” เนื่องจากสุขภาพกายและใจเป็นหนึ่งในสองคุณค่าสูงสุดทั้งในหมู่คนไทยและทั่วโลก หมวดสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีจึงเป็นอันดับต้น ๆ ที่คนไทยยินดีจ่ายเงินเพิ่ม และกว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถาม กำลังดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิต และจิตวิญญาณอย่างจริงจัง
สิ่งที่น่าประหลาดใจ คือผู้ที่กลัวความแก่ชรามากที่สุดกลับเป็นคนรุ่นใหม่ Gen Z ซึ่งมองว่าการดูแลรูปลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องลงทุนมากกว่าคนรุ่นอื่น ในทางกลับกัน กลุ่ม Baby Boomer ซึ่งเป็นผู้สูงวัยที่สุดกลับเป็นกลุ่มที่กลัวความแก่น้อยที่สุด โดย 90% เชื่อว่า “อายุเป็นเพียงตัวเลข” และกว่า 50% คิดว่าชีวิตและการใช้ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้หลังอายุ 60 ปี

คุณแจมมี่ – ปรัตถจริยา ชลายนเดชะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร VML Thailand กล่าวว่า จากผลวิจัยที่นำเสนอ เราได้เห็นถึง 4 มิติแห่งความย้อนแย้งของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างชัดเจน ความย้อนแย้งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงอุปสรรค แต่หากนำมาพลิกมุมมองแบบ Brand Paradox Thinking ก็จะช่วยชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่จะสูญเสียลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งโอกาสใหม่ ๆ อันไร้ขีดจำกัดสำหรับแบรนด์ที่จะสร้างความเชื่อมโยงได้อย่างลึกซึ้งและยั่งยืน
อีกทั้งในปี 2025-2026 ตลาดจะยิ่งท้าทายขึ้น ผู้บริโภคมีความอดทนน้อยลง และความภักดีต่อแบรนด์เปราะบางลงอย่างมาก แบรนด์ที่จะชนะคือแบรนด์ที่สามารถมอบประสบการณ์ที่ราบรื่น สร้างความผูกพันทางอารมณ์ และขับเคลื่อนผลลัพธ์ได้อย่างแท้จริง
VML พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยให้แบรนด์ก้าวข้ามความท้าทายในยุคดิจิทัล และเปลี่ยนทุกการรั่วไหลให้เป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
