วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 จะเป็นวันสำคัญของบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เนื่องจากจะมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณา “การขายห้างสรรพสินค้า Rinascente” ทั้งหมดในประเทศอิตาลี ให้กับบริษัท ห้างเซ็นทรัล ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ จำกัด (HCDS หรือ Central Group) มูลค่ารวมประมาณ 14,700 ล้านบาท

 
โดยมติจะผ่านได้ ต้องได้รับเสียงเห็นชอบ ไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมและมีสิทธิออกเสียง และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน คาดว่าธุรกรรมจะเสร็จสิ้นภายใน เดือนธันวาคม 2568
 
แม้ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) จะให้ความเห็นว่า ราคาดังกล่าวเป็น “ราคาที่เหมาะสมและยุติธรรม” แต่ในหมู่นักลงทุนและผู้ถือหุ้นบางรายยังคงมีคำถามถึง “fairness” หรือความโปร่งใสของดีลนี้
 
เพราะเป็นการซื้อขาย ระหว่างบริษัทในเครือของตระกูลจิราธิวัฒน์เอง
 
ประเด็นที่ถูกพูดถึงจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “มูลค่าธุรกรรม” แต่รวมถึง “ความเป็นธรรมต่อผู้ถือหุ้นส่วนน้อย” และ “กลยุทธ์ใหม่ของ CRC” ที่เลือกกลับมาโฟกัสตลาดในเพื่อนบ้านย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากใช้เวลากว่าทศวรรษในการขยายธุรกิจค้าปลีกในยุโรป
 
ย้อนกลับในปี 2554 เซ็นทรัลกรุ๊ปได้เริ่มขยายอาณาจักรห้างสรรพสินค้าไปสู่พื้นที่ต่างประเทศ และได้เข้าซื้อ รีนาเชนเต (Rinascente) ในประเทศอิตาลี ที่ปัจจุบันมีทั้งหมด 9 สาขา 8 เมือง จนถึงปัจจุบัน เซ็นทรัลกรุ๊ปมีเครือข่ายห้างในทวีปยุโรป 40 แห่ง 36 เมือง ใน 7 ประเทศ
 
การบริหารงานในแต่ละประเทศมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน โดย CRC เป็นผู้บริหารเฉพาะธุรกิจห้าง Rinascente ในอิตาลี ส่วนห้างในประเทศอื่น ๆ อยู่ภายใต้การบริหารโดย เซ็นทรัลกรุ๊ปโดยตรง

ทำไม CRC ถึงขาย?

สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ CEO ของ CRC ระบุว่า เป็นเพราะได้ประเมินทิศทางกลยุทธ์ของบริษัทฯ มาอย่างต่อเนื่อง และได้ตัดสินใจมุ่งเน้นขยายธุรกิจในประเทศไทย เวียดนาม และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง และบริษัทฯ มีรากฐาน Omnichannel Ecosystem ที่แข็งแกร่ง
 
สำหรับในประเทศไทย CRC มีเครือข่ายค้าปลีกกว่า 3,000 สาขา ครอบคลุม 62 จังหวัด
ส่วนในเวียดนาม CRC ถือเป็นผู้นำค้าปลีกต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม มีจำนวนห้างร้านและศูนย์การค้ามากกว่า 300 สาขา ครอบคลุมใน 26 จังหวัด จากทั้งหมด 34 จังหวัดทั่วประเทศ
 
นั่นหมายถึง CRC มองว่าการอยู่ในตลาดที่รู้จักดีที่สุด คือ “ไทย–เวียดนาม” มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าการถือสินทรัพย์ในยุโรปที่โตช้าและซับซ้อนด้านกฎระเบียบ
 
ปี 2567 รายได้ของ CRC อยู่ที่ 262,804 ล้านบาท โดยมาจากประเทศอิตาลีประมาณ 7% และมาจากประเทศเวียดนาม 20%
 
CRC ยังให้เหตุผลว่าจุดแข็งของดีลนี้ คือปลดล็อกเงินสดและลดหนี้ทันที โดยเงินสดกว่า 14,700 ล้านบาท ช่วยให้ CRC มีทุนพร้อมใช้ ลดภาระดอกเบี้ย และเพิ่มสภาพคล่อง สามารถโฟกัสต่อในตลาดที่ตัวเองชำนาญ และเติบโตได้เร็วกว่ามาก
 
ทั้งนี้ CRC ยังคงเป็นพันธมิตรกับ Rinascente ในด้าน loyalty และการแลกเปลี่ยนความรู้ แม้จะขายกิจการไปแล้ว
 
🔴Marketeer มองว่าการขาย Rinascente ซึ่งเป็นห้างเก่าแก่ในอิตาลีและมีชื่อเสียงในกลุ่มสินค้าลักชัวรี อาจลดภาพลักษณ์ “global brand” ของ CRC และหากเศรษฐกิจยุโรปกลับมาแข็งแกร่ง CRC อาจพลาดโอกาสสร้างรายได้ในตลาดลักชัวรีที่เริ่มฟื้น
 
แต่หากตลาดเอเชียเติบโตตามแผน เกมนี้คือหมากที่คุ้มค่าที่สุดของ CRC
 
แม้ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส แต่ในอีกมุมก็สะท้อนวิสัยทัศน์ของ CRC ที่เลือกโฟกัสตลาดเอเชียอันเป็นรากฐานแข็งแรงที่สุดของบริษัท
และเป็นตลาดที่ตัวเองเชี่ยวชาญที่สุด