ภาพของถนนเส้นใหญ่หลายเลนที่ตัดผ่านผืนป่า นำไปสู่ทำเนียบประธานาธิบดีรูปทรงพญาครุฑสยายปีก อันโอ่อ่า ในเมืองนูซันตารา ในเกาะบอร์เนียวที่ถูกวางไว้ให้เป็นเมืองหลวงใหม่ของอินโดนีเซีย ส่องประกายท้าแสงตะวัน

โดยแม้นี่ดูน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ตามถนนหนทางและอาคารที่ทันสมัยเหล่านั้นกลับแทบจะว่างเปล่า มีเพียงคนสวนและนักท่องเที่ยวที่อยากรู้อยากเห็นไม่กี่คนเท่านั้น
เรื่องนี้กำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงและถูกจับตามองในสังคมอินโดนีเซีย ขณะเดียวยังสามารถใช้เป็นอุทาหรณ์ของรัฐบาลทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศสมาชิกกลุ่ม ASEAN เรื่องการใช้งบประมาณ และชี้ถึงผลเสียที่จะตามมา หากโครงการยักษ์จากรัฐบาลหนึ่งถูกรัฐบาลชุดต่อมาลดความสำคัญ
สามีมาแล้วที่อดีตประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ริเริ่มโครงการยักษ์ใหญ่เพื่อย้ายเมืองหลวงจากกรุงจาการ์ตาที่กำลังเผชิญปัญหามลพิษ ความแออัด และการทรุดตัวของแผ่นดินที่ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดน้ำท่วมหรือน้ำขังบ่อยครั้งเมื่อฝนตกหนัก

แต่ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2024 งบประมาณจากรัฐบาลสำหรับโครงการสร้างพัฒนา นูซันตารา ให้เป็นเมืองหลวงใหม่ กลับลดฮวบลงมา จาก 2,647 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 85,500 ล้านบาท) ในปี 2024 เหลือเพียง 926 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 (ประมาณ 30,000 ล้านบาท)
ท่ามกลางคาดการณ์ว่าในปี 2026 คาดว่าจะเหลือเพียง 397 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 12,800 ล้านบาทตามลำดับ) เท่านั้น
สถานการณ์เดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นกับภาคเอกชน ที่การลงทุนก็ลดลงต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ไปกว่า 1,323 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 42,700 ล้านบาท)

การลดความสำคัญของ นูซันตารา ของรัฐบาลอินโดนีเซีย จนกำลังกลายเป็นเมืองหรูหราโออ่าแต่ร้าง ยังไม่หมดแค่นั้น โดย ประธานาธิบดีปราโบโวยังได้ ลดระดับลงเหลือเพียง เมืองหลวงทางการเมือง อย่างเงียบๆ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาแล้วเปิดเผยต่อสาธารณะในเดือนกันยายนที่
ขณะที่หัวหน้าและรองหัวหน้าองค์กรที่ดูแลโครงการโดยตรงก็ได้ลาออกไปแล้วตั้งแต่ปี 2024
อดีตประธานาธิบดี โจโก วิโดโด
ในสมัยของรัฐบาล อดีตประธานาธิบดี โจโก วิโดโด เคยมีการตั้งเป้าว่า เมื่อถึงปี 2030 จะมีข้าราชการของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ 1.2 ล้านคนมาอาศัยอยู่ในเมือง นูซันตารา
แต่ดูเหมือนว่า อาจเป็นไปไม่เสียแล้ว เพราะ ปัจจุบันมีข้าราชการอาศัยอยู่เพียง 2,000 คน พร้อมกับคนงานก่อสร้างอีก 8,000 คนเท่านั้น
เฮอร์เดียนสยาห์ ฮัมซาห์ นักวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า โครงการนี้ใกล้เป็นเมืองร้างเข้าไปทุกที ส่วนการกำหนดให้เป็นเมืองหลวงทางการเมืองก็ไม่มีความหมายในทางกฎหมายของอินโดนีเซีย
เฮอร์เดียนสยาห์ ฮัมซาห์ ยังกล่าวอีกว่า ในเมื่อเมืองหลวงใหม่ไม่ใช่เรื่องด่วนของประธานาธิบดีอีกต่อไป ดังนั้น นูซันตารา จึงมีสถานะเหมือนซอมบี้ ที่แม้ไม่ตายแต่ก็ไม่โต
ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต
อย่างไรก็ตาม บาซูกี ฮาดิมุลโจโน หัวหน้าองค์กรบริหารเมืองหลวงนูซันตารา (OIKN) ยังคงมองโลกในแง่ดี ด้วยการอ้างว่า ประธานาธิบดีบอกว่า นี่คือพันธสัญญาที่จะทำต่อและจบงานนี้ให้เร็วยิ่งขึ้น พร้อมปฏิเสธว่า รายงานเรื่องการชะลอตัวและการขาดเจตจำนงทางการเมืองนั้นไม่เป็นความจริงพร้อมย้ำว่า งบประมาณถูกจัดสรรใหม่ ไม่ใช่ตัดงบ
ทว่าคำพูดของนักการเมืองท้องถิ่นคนนี้กลับสวนทางกับผู้ประกอบการในเมืองที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รายได้ลดฮวบลงไปและกำลังขาดทุน จนธุรกิจที่ต้องปิดกิจการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังไม่มีคนหลั่งไหลเข้ามาตามที่รัฐบาลชุดก่อนได้คาดไว้
ด้านชนเผ่าพื้นเมือง บาลิกที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียงก็มองโครงการเมืองหลวงใหม่ในแง่ลบ เพราะเห็นว่านำมาซึ่งความเดือดร้อน โดย อาร์มัน เกษตรกรและชาวประมงในพื้นที่ กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมเลวร้ายลงตั้งแต่มีการสร้างโรงบำบัดน้ำบนแม่น้ำ ทำให้ผลผลิตของเขาลดลงครึ่งหนึ่ง
ส่วนคำสัญญาเรื่องน้ำสะอาดจากโรงบำบัดใหม่ก็ไม่เคยเป็นจริงเพราะน้ำทั้งหมดถูกส่งไปที่นูซันตาราเท่านั้น
ถึงกระนั้น ชุมชนก็ยังอยากให้โครงการนี้สำเร็จ โดยหวังว่าจะช่วยสร้างการรับรู้ถึงวัฒนธรรมพื้นเมืองบาลิกและการท่องเที่ยว โดย อาร์มันกล่าวว่า ถ้าโครงการหยุด คนท้องถิ่นที่นี่ก็จะสูญเสียทุกอย่าง แต่ถ้ามันดำเนินต่อไปโดยไม่มีพวกตน พวกตนก็สูญเสียเช่นกัน
กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม Walhi เป็นอีกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ โดยพวกเขา ประเมินว่า มีป่าชายเลนกว่า 12,500 ไร่ ที่ถูกถางในช่วงสองปีที่ผ่านมาเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และชี้ว่าคนในท้องถิ่นกำลัง สูญเสียทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
แม้เจ้าหน้าที่จะพยายามปกป้องโครงการ แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่า ประธานาธิบดีปราโบโวกำลังมุ่งเน้นไปที่นโยบายอื่นมากกว่า เช่น โครงการอาหารกลางวันฟรีในโรงเรียน ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณมหาศาล
ส่วนในกรณีที่โครงการ นูซันตารา ไม่ได้ไปต่อหรือต้องยุติลง เพราะรัฐบาลนำงบประมาณไปใช้ในกิจการด้านอื่นๆ มีการคาดกันว่า สุดท้าย นูซันตาราอาจลงเอยที่การกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว

คลาริซา นักท่องเที่ยวจากเกาะสุลาเวสีกล่าวว่า เมืองนี้คล้ายๆ สิงคโปร์ เพราะ สะอาด ทันสมัย และยังเป็นเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างซึ่งผุดขึ้นกลางลึก
คลาริซายังหวังว่านูซันตาราจะช่วยกระจายความมั่งคั่งและความเจริญมายังภาคตะวันออกของอินโดนีเซีย หลังทั้งความมั่งคั่งความเจริญกระจุกตัวแต่เกาะชวามาอย่างยาวนาน ส่วนสถานะการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเมือง และการปกครองก็ยังอยู่เกาะชวามาตลอดเช่นกัน / theguardian
