คาร์มาร์ท ประกาศแผนดันแบรนด์บิวตี้ไทย “Cathy Doll” (เคที่ดอลล์) ลุยตลาดไทย – ต่างประเทศ วางเป็นตัวแทนพา T-Beauty บุกเบิกตลาดเกาหลีใต้ ผ่านคอลเลกชั่น Cathy Doll x MAENG พร้อมอัปเดตภาพรวมแผนงานของบริษัท
คุณวงศ์วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดเมคอัพโลกยังเติบโตต่อเนื่องและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เร่งเครื่องอย่างโดดเด่น พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังขยับจาก ‘เมคอัพจัดเต็ม’ สู่ลุคผิวสุขภาพดีด้วยผลิตภัณฑ์ไฮบริดกึ่งสกินแคร์ รองพื้นบางเบา บลัชและลิปแบบทินต์ เน้นติดทนและใช้ง่ายในชีวิตจริง
ตลอดจนแรงขับเคลื่อนจากคอนเทนต์สั้นและไลฟ์คอมเมิร์ซ โดยเฉพาะ TikTok Shop ที่ไทยติดกลุ่มผู้นำโลก ก็ดันบิวตี้ขึ้นชาร์ตหมวดขายดี ผลลัพธ์คือสนามแข่งขันที่เร็วขึ้น กว้างขึ้น และวัดกันที่ ‘ความเข้าใจเฉดผิวเอเชียบวกกับความน่าเชื่อถือของแบรนด์’ มากกว่าชื่อประเทศต้นกำเนิดเพียงอย่างเดียว นี่คือหน้าต่างโอกาสของ T-Beauty ที่แบรนด์ไทยสามารถยืนหนึ่งด้วยอินไซต์ผู้บริโภคในภูมิอากาศร้อนชื้น การคุมคุณภาพ และสปีดการออกนวัตกรรม
โดยจากโอกาสดังกล่าว บริษัทจึงได้เปิดตัวคอลเลกชั่น ‘Cathy Doll x MAENG’ กับคุณ “MAENG” (Lee Myung Sun) เมคอัพอาร์ทิสต์ระดับโลกที่อยู่เบื้องหลังลุคของศิลปิน K-Pop และเซเลบริตี้แนวหน้ามากมายด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี
คอลเลกชั่น Cathy Doll x MAENG เริ่มต้นเปิดตัว 8 รายการ มีไฮไลต์หลัก อาทิ Cushion, Fix and Fill Setting Spray, Mascara ซึ่งบริษัทได้ร่วมพัฒนากับ Lee Myung Sun มากว่า 2 ปี เพื่อตอบโจทย์จุดเด่นของเครื่องสำอางไทยที่ติดทน กันน้ำ กันเหงื่อ ในสภาพอากาศร้อนชื้น แต่ยังให้สัมผัสที่เบาบางสบายผิว ตำแหน่งสินค้ามีช่วงราคาขาย 200-500 บาท คุณภาพเทียบเท่าเคาน์เตอร์แบรนด์ในราคาจับต้องได้
บริษัทจะเริ่มทำตลาด Cathy Doll x MAENG ในไทยผ่านบิวตี้สโตร์หลัก ๆ และช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มหลัก ส่วนต่างประเทศ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ บริษัทจะเปิดขายทางออนไลน์ที่เกาหลีและสหรัฐอเมริกา และกำลังเจรจาเพิ่มอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียอย่าง ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, มาเลเซีย, เวียดนาม, ลาว, ไต้หวัน, จีน, ตะวันออกกลาง, ญี่ปุ่น
ซึ่งจากความเชื่อมั่นที่สั่งสมตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาของแบรนด์ Cathy Doll และแบรนด์ในเครือที่ถูกเมคอัพอาร์ทิสต์และผู้เชี่ยวชาญความงามทั่วโลกหยิบไปใช้กับศิลปินระดับโลกอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเซเลบริตี้ระดับสากลที่นำไปใช้และโพสต์บนโซเชียลจนเกิดไวรัล ทั้งหมดนี้จะแปลงเป็นดีมานด์จากคู่ค้าต่างชาติที่ต้องการนำสินค้าไปจำหน่ายในหลายประเทศ
ด้านแผนงานในภาพรวมของบริษัท ปัจจุบันบริษัทมีแบรนด์ในเครือรวม 21 แบรนด์ และขายสินค้าไปแล้วกว่า 33 ประเทศทั่วโลก โดยอาเซียน เป็นเบอร์ 1 ของยอดขายส่งออก
บริษัทได้มีแผนลดการใช้พรีเซนเตอร์โลคอลลง เพื่อเพิ่มการใช้ Global Presenter ในปี 2026 การเลือกใช้พรีเซนเตอร์ระดับโลก บริษัทวางว่าจะต้องสามารถสร้างกิจกรรมทางการตลาด ขับเคลื่อนแคมเปญต่าง ๆ เพื่อสร้างยอดขายให้กับบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัทยังเตรียมพิจารณาทำการควบรวมกิจการอย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี เพื่อขยายแบรนด์และหมวดหมู่สินค้า โดยการคัดเลือกพาร์ทเนอร์จะต้องพิจารณาว่าสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ปัจจุบัน แบรนด์ที่เป็นท็อป 3 ของบริษัท ครอบคลุมยอดขายกว่า 70% ของรายได้รวม บริษัทจึงจะเน้นการทำให้แบรนด์ที่เหลือในมือเติบโตขึ้นตามเป้าหมาย ทั้งปรับเปลี่ยนสัดส่วนยอดขายจากเดิมกลุ่ม Make Up เคยสูงถึง 60% บริษัทได้ รักษาสมดุลระหว่าง Make Up และ Skin Care ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกันได้แล้ว
บริษัทยังจะทำการลดผลิตภัณฑ์กลุ่มครีมซอง เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้เป็นสินค้าบิวตี้ที่มีขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม สินค้ากลุ่มครีมซองที่ยังขายได้จะไม่ได้ถูกถอดออกทั้งหมด แต่จะลดลงไป
ขณะที่แผนการขยายไปยังตลาดใหม่อย่างเกาหลีใต้ คอลเลกชั่น Cathy Doll x MAENG จะเป็นสะพานสำคัญในการพา T-Beauty เข้าไปสร้างความคุ้นเคยกับผู้บริโภคในตลาดที่มีความชาตินิยมสูงและนิยมสินค้าตะวันตก โดยจะเริ่มต้นจากออนไลน์ ก่อนขยายแบรนด์อื่น ๆ เข้ามาเพิ่มเติม ตลอดจนการเปิดป๊อปอัพสโตร์ในอนาคต
ส่วนอเมริกา สินค้าในกลุ่ม Asian Makeup ส่วนใหญ่จะมีช่วงของเฉดสีที่จำกัด ซึ่งเป็นความท้าทายที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนา หากต้องการขยายไปยังตลาดดังกล่าว ซึ่งให้ความสำคัญกับความหลากหลายของเฉดสี บริษัทจึงเตรียมวางแผนที่จะใช้แบรนด์ใหม่โดยเฉพาะสำหรับตลาดดังกล่าว
ทั้งนี้ ปี 2022 บริษัทมีรายได้ 1,875 ล้านบาท กำไร 327 ล้านบาท, ปี 2023 รายได้ 2,448 ล้านบาท กำไร 661 ล้านบาท, ปี 2024 รายได้ 3,204 ล้านบาท กำไร 677 ล้านบาท, ม.ค. – มิ.ย. 2025 รายได้ 1,729 ล้านบาท กำไร 345 ล้านบาท
แม้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตทั้งปี 2025 ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 25% แต่เนื่องจากสถานการณ์โลกและไทยที่อยู่ในความท้าทาย บริษัทมองว่าอย่างน้อยจะยังคงรักษาการเติบโตของรายได้ในระดับเลขสองหลักไว้ได้
ทั้งในระยะยาว 5 ปี บริษัทวางเป้ารายได้เติบโตไปสู่ระดับ 5,000 – 10,000 ล้านบาท ขยับสัดส่วนยอดขายส่งออกเป็น 20% ภายในระยะเวลาดังกล่าว จากปัจจุบันอยู่ที่ 13%
