ถ้าให้นึกถึงชื่อค่ายเพลงไทยที่มีกระแสมากที่สุดเจ้าหนึ่งในช่วงไม่กี่ปีนี้ คงหนีไม่พ้น “LOVEiS Entertainment”
ค่ายเพลงที่มีศิลปินชื่อดังหลายคนอยู่ไม่ว่าจะเป็น นนท์ ธนนท์, MEAN, Season Five, PiXXiE และอีกมากมาย
แต่กว่าจะประสบความสำเร็จได้เหมือนทุกวันนี้ พวกเขาก็เคยมีวันที่แย่ และขาดทุน 3 ปีติดต่อกันเป็นมูลค่าเกือบ 60 ล้านบาท
แล้ว LOVEiS ทำได้ยังไง ถึงผ่านจุดนั้นมาได้และยิ่งใหญ่เหมือนในวันนี้
หาคำตอบได้ที่นี่
LOVEiS ก่อตั้งในปี 2017 โดย บอย – ชีวิน โกสิยพงษ์ นักแต่งเพลงชื่อดัง
ในช่วงแรกด้วยภาพลักษณ์ของค่ายเพลงที่เน้นเรื่องเพลงรัก เพลงโรแมนติก และชื่อเสียงมาจากฐานค่ายเพลงเก่า
โดยปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นหลักมาให้กับ จี๊บ – เทพอาจ กวินอนันต์ และมี หญิง – พิรียา ถีระวัฒนาสวัสดิ์ ในตำแหน่ง MD
ในช่วงต้นธุรกิจก็ดำเนินไปได้ด้วยดี จากฐานศิลปินที่มีชื่อเสียง แฟนคลับที่มีอยู่ในมือ และเพลงที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
แต่แล้วจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี 2019 เมื่อบริษัทต้องปรับเปลี่ยนระบบภายในเพื่อให้แข็งแรงและเติบโตต่อไปได้ หรือเรียกได้ว่าเป็นยุคเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของค่าย
ซึ่งในช่วงนั้นไม่มีการจ้างศิลปินใหม่เพิ่มเติมเลย ทำให้จากทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาเพื่อรองรับระบบ และรายได้ที่หดหายไป ทำให้บริษัทขาดทุนเป็นจำนวนมาก
แต่ยังไม่ทันได้ปรับตัวดี วิกฤตใหญ่ก็มาถึง ช่วงปี 2020 ที่ประเทศไทยไม่สามารถจัดคอนเสิร์ตได้ ไม่มีงานอีเวนต์ให้ศิลปินขึ้นแสดง นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจบันเทิงพังพินาศที่สุด
เมื่อมาดูในตัวเลขงบการเงิน ก็จะพบว่านับตั้งแต่ปี 2019-2021 บริษัทขาดทุนรวมกันมากถึง 58 ล้านบาท
ผลประกอบการบริษัท บริษัท เลิฟ อิส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด:
2018 – รายได้ 171.2 ล้านบาท กำไร 9.6 ล้านบาท
2019 – รายได้ 138.1 ล้านบาท ขาดทุน 30.2 ล้านบาท
2020 – รายได้ 59.7 ล้านบาท ขาดทุน 18.7 ล้านบาท
2021 – รายได้ 77.8 ล้านบาท ขาดทุน 9.2 ล้านบาท
แต่ในวิกฤตก็มีโอกาสอยู่เสมอ
บริษัทปรับตัวให้ศิลปินในค่ายมาไลฟ์ขายของ รีวิวสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งค่ายและศิลปินไม่คิดว่าจะต้องทำ แต่เมื่อสถานการณ์บังคับก็ต้องทำ
แม้จะไม่ใช่รายได้อะไรมากมาย แต่ก็เป็นเงินที่จุนเจือ พยุงบริษัทให้มีกระแสเงินสดไหลเข้ามา ช่วยให้ศิลปินและทีมงานอยู่รอดต่อไปได้
วิกฤตครั้งนั้นทำให้เลิฟอิสตระหนักว่า โมเดลเดิมๆ ของค่ายเพลงที่แค่ปั้นศิลปิน ปล่อยเพลง แล้วส่งขึ้นเวทีคอนเสิร์ตนั้นไม่พอแล้ว ต้องหาช่องทางสร้างรายได้หลากหลายมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นรับทำแคมเปญออนไลน์ให้แบรนด์ต่างๆ ผลักดันให้ศิลปินกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์และพรีเซ็นเตอร์ รวมถึงรับทำเพลงโฆษณาหรือเพลงประจำบริษัท ซึ่งแหล่งรายได้เหล่านี้กลายเป็นเสาหลักสำคัญของธุรกิจในภายหลัง
จนในที่สุด บริษัทก็เจอ Turning Point ที่สำคัญ นั่นคือการดันศิลปินที่มีศักยภาพขึ้นมาได้ และได้เจอกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจแบบใหม่
นนท์ ธนนท์ ได้รับความนิยมจนขึ้นมาเป็นศิลปินชายเบอร์ต้นของไทย มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น และสร้างปรากฏการณ์ขายตั๋วคอนเสริต์หมดทั้ง 4 รอบภายในเวลาไม่กี่นาที
และยังมีศิลปินอีกจำนวนมากที่ได้รับความนิยมขึ้นมา เช่น PiXXiE, Rooftop, bamm และอีกมากมายหลายท่าน
ซึ่งกรณีของ PiXXiE ที่เป็นวง Girl Group เกิดขึ้นมาได้ ก็มาจากกลยุทธ์ของ LOVEiS ที่ใช้การแตกค่ายย่อยออกไป ให้ศิลปินเป็นเจ้าของร่วม
PiXXiE อยู่ภายใต้ค่าย Lit Entertainment ที่มี โดม เดอะสตาร์ เป็นเจ้าของค่ายร่วมกับ LOVEiS
การมีค่ายเพลงย่อยทำให้ศิลปินสามารถสร้างวงดนตรีสไตล์ใหม่ๆ หลุดออกมาจากกรอบเดิมของ LOVEiS ได้
พร้อมกับเพิ่มความรับผิดชอบให้ศิลปินด้วย เพราะจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ทำให้มีหน้าที่ที่ต้องดูแลมากขึ้น
กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จจนปัจจุบัน LOVEiS มีค่ายย่อยทั้งหมดถึง 9 ค่าย และแต่ละค่ายก็มีตัวตนที่แตกต่างออกไปขึ้นอยู่กับศิลปินที่มาบริหาร
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทำให้รายได้กลับมาเติบโตและทำกำไรได้ในที่สุดต่อเนื่องมาหลายปี
ผลประกอบการบริษัท บริษัท เลิฟ อิส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด:
2022 รายได้ 244.5 ล้านบาท กำไร 4.1 ล้านบาท
2023 รายได้ 444.6 ล้านบาท กำไร 24.1 ล้านบาท
2024 รายได้ 483.6 ล้านบาท กำไร 37.7 ล้านบาท
จนวันนี้ LOVEiS ถือเป็นหนึ่งในค่ายเพลงเบอร์ต้นๆ ของไทยแล้ว พร้อมกับฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นมาก
LOVEiS Entertainment เป็นตัวอย่างของบริษัทที่ผ่านพ้นวิกฤตมาได้ เรียนรู้ที่จะปรับตัวในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ค้นหากลยุทธ์ที่เหมาะสมกับตนเอง
และเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง สิ่งที่ลงทุนไว้ก็ออกดอกออกผล ทำให้กอบโกยความสำเร็จได้ในช่วงที่ผ่านมา
(นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ได้มาจากบทสัมภาษณ์ของ หญิง – พิรียา ถีระวัฒนาสวัสดิ์ สามารถกดอ่านมุมด้านอื่นๆ ของ LOVEiS ได้ที่นี่)
