มาเก๊า (Macau) เขตบริหารพิเศษที่ตั้งศูนย์รวมความบันเทิง (Integrated Resorts – IRs) แห่งสำคัญของเอเชีย โดยเมืองคาบสมุทรแห่งนี้ ไม่ได้มีเพียงแสงสีความบันเทิงและรีสอร์ตขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่ซ่อนเรื่องราวซึ่งผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกไว้ได้อย่างน่าสนใจ

ตลอดระยะเวลาราว 4 วัน 3 คืน การท่องเที่ยวมาเก๊า ประจำประเทศไทย ได้พาคณะสื่อมวลชนไทย ร่วมเดินทางเปิดประสบการณ์ตามสถานที่ต่าง ๆ ในเมือง ทั้งโซนเมืองใหม่และเมืองเก่า ตั้งแต่สถาปัตยกรรม ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ รับประทานอาหารท้องถิ่น ตลอดจนการข้ามพรมแดนไปสำรวจเขตเศรษฐกิจใหม่ของจีน-มาเก๊าอย่าง เหิงฉิน
1. ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล

เริ่มต้นทริปด้วยการมาชม Ruins of St. Paul’s หรือที่อาจคุ้นเคยในชื่อ ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงซากปรักหักพัง แต่คือสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดของการรวมโลก โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ในปี 2005
สถานที่แห่งนี้เดิมคือ โบสถ์เซนต์ปอล และวิทยาลัยซึ่งสร้างโดยคณะเยซูอิตในปี 1602 โดยเคยเป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรคที่ใหญ่และสวยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ก่อนที่จะถูกไฟไหม้ใหญ่ในปี 1835 จนเหลือเพียง ซากประตูด้านหน้าที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในปัจจุบัน
สิ่งที่น่าสังเกตคือรายละเอียดของการแกะสลักหินแกรนิต ที่ผสมผสานศิลปะแบบยุโรปและเอเชียเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เราจะเห็นทั้งรูปปั้นพระเยซูและแม่พระ เคียงคู่กับสัญลักษณ์มังกรจีนกับดอกโบตั๋น
2. จัตุรัสเซนาโด

เดินมาไม่ไกลจาก Ruins of St. Paul’s จะเข้าสู่ จัตุรัสเซนาโด ซึ่งถือเป็นหัวใจของศูนย์กลางประวัติศาสตร์มาเก๊าที่สะท้อนอิทธิพลของวัฒนธรรมโปรตุเกสได้ชัดเจนที่สุด
จากรายละเอียดต่าง ๆ ในตัวพื้นที่ อาทิ ลวดลายพื้นหินโมเสกแบบโปรตุเกส ซึ่งจุดเด่นที่สุดคือพื้นลานกลางที่ปูด้วยหินโมเสกสีขาว-ดำลายคลื่น ที่นำเข้าจากโปรตุเกส สื่อถึง ‘การเชื่อมโยงทางทะเล’ ระหว่างยุโรปกับเอเชีย

จัตุรัสยังรายล้อมไปด้วยอาคารโคโลเนียลสไตล์ยุโรปสีสันสดใส เช่น อาคารลีอัล เซนาโด และ โบสถ์เซนต์โดมินิก ซึ่งปัจจุบันอาคารเก่าแก่หลายแห่งได้กลายเป็นร้านค้า คาเฟ่ และแหล่งช้อปปิ้ง
3. โรงแรมเซ็นทรัล มาเก๊า

หลังเสร็จสิ้นการเดินสำรวจเมืองมาเก๊าบริเวณย่านจัตุรัสเซนาโด เราก็ได้ไปเยี่ยมชมและรับประทานอาหารที่โรงแรมเซ็นทรัล มาเก๊า หนึ่งในโรงแรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในมาเก๊า ซึ่งตั้งอยู่ในโซนเดียวกับจัตุรัส
โรงแรมตัวอาคารสไตล์เฮอริเทจแห่งนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคทองมาเก๊าในศตวรรษที่ 20 โดยเพิ่งได้รับการบูรณะใหม่อย่างสมบูรณ์มาไม่นาน โดยยังคงผสมผสานความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมคลาสสิกเข้ากับสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
4. ลิ้มรสอาหารโปรตุเกสฟิวชันที่ร้าน Albergue 1601

ในช่วงรับประทานอาหารกลางวันครั้งหนึ่งของทริป การท่องเที่ยวมาเก๊าได้พาเรามาที่ร้าน Albergue 1601 ในย่านเซนต์ลาซารุส ซึ่งเป็นย่านศิลปะและวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยบ้านโคโลเนียลสีเหลืองพาสเทล



เริ่มต้นจากบรรยากาศร้าน Albergue 1601 ตัวอาคารเดิมซึ่งเป็นที่ตั้งร้าน สร้างราวปลายศตวรรษที่ 19 ยังคงเอกลักษณ์หลังคากระเบื้องและประตูไม้ ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ ของลิสบอน บริเวณลานกลางมีต้นมะกอกและกำแพงเก่าที่กลายเป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยม
เมนูโปรตุเกส-มาเก๊า ที่นี่เสิร์ฟอาหารสไตล์ Portuguese-Macanese Fusion ที่รังสรรค์โดยเชฟผู้เชี่ยวชาญ เมนูแนะนำคือ ไก่ซอสเครื่องเทศโปรตุเกส, ปลาค็อดอบครีม และของหวานพื้นเมืองอย่างชีสครีมบดกับบิสกิต
5. พิพิธภัณฑ์รถแข่งมาเก๊ากรังปรีซ์

พิพิธภัณฑ์รถแข่งมาเก๊ากรังปรีซ์แห่งนี้ ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่และเปิดใหม่มาตั้งแต่ปี 2021 ในรูปลักษณ์ที่ทันสมัยและมีเทคโนโลยีอินเทอร์แอคทีฟเต็มรูปแบบ

แรกเริ่มพิพิธภัณฑ์ก่อตั้งขึ้นเพื่อฉลองตำนานการแข่งขันมาเก๊ากรังปรีซ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตบนถนนจริงของเมืองมาเก๊า
ในพิพิธภัณฑ์มีรถแข่งจริงจัดแสดงหลากหลายคัน อาทิ รถของนักขับชื่อดังระดับโลก เช่น Ayrton Senna, Michael Schumacher, Edoardo Mortara

ตลอดจนยังมีนิทรรศการมัลติมีเดีย อย่างโซนภาพยนตร์ 3 มิติ และเทคโนโลยีอินเทอร์แอคทีฟ ที่ทำให้การเรียนรู้ประวัติศาสตร์การแข่งรถสนุกและเข้าใจง่าย ก่อนไปแวะพักที่โซนคาเฟ่ธีมมอเตอร์สปอร์ตเพื่อจิบกาแฟและช้อปปิ้งสินค้าที่ระลึก
6. อัพเดตงานศิลปะและชมมหรสพที่ City of Dreams Macau


ช่วงเย็นวันหนึ่งของทริป เราได้มุ่งหน้าไปยัง City of Dreams Macau รีสอร์ทและศูนย์รวมความบันเทิงเพื่อชมงานศิลปะร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็น นิทรรศการที่นำกีฬามาตีความใหม่ผ่านงานศิลปะ หรือประติมากรรมที่สะท้อนความงามทางสรีรศาสตร์ในท่วงท่าเคลื่อนไหวของการเล่นกีฬา

ก่อนที่ช่วงค่ำ ๆ จะเป็นการชมมหรสพอย่าง House of Dancing Water ซึ่งใช้เทคนิคพิเศษตรึงความสนใจคนดูด้วยการผสมผสานศิลปะการเต้นใต้น้ำ กายกรรม แสง สี เสียง และมอเตอร์ไซค์โลดโผน ถ่ายทอดเรื่องราวของ เจ้าชายผู้ข้ามมิติแห่งเวลาเพื่อช่วยเจ้าหญิงจากคำสาป โดยมีน้ำเป็นสัญลักษณ์ของพลังแห่งชีวิต
7. เดินทางสู่เหิงฉิน เขตเศรษฐกิจใหม่ของจีน-มาเก๊า
ในทริปครั้งนี้ การท่องเที่ยวมาเก๊ายังได้พาเราข้ามพรมแดนจากมาเก๊าสู่ เกาะเหิงฉิน ในเมืองจูไห่ ซึ่งนับเป็นเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจของมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีนกับมาเก๊า

เราได้เริ่มต้นวันกันที่ TCM Cultural Experience Center ที่ตั้งอยู่ในเขต Guangdong-Macao Traditional Chinese Medicine Science and Technology Industrial Park


TCM Cultural Experience Center คืออาคารออกแบบในรูปทรงดอกบัวสีขาวเงิน สะท้อนถึงคุณค่าของการเติบโต สุขภาพ และความสมดุล ที่นี่ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์ แต่เป็นศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ขนาดใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและอิมเมอร์ซีฟเพื่อเล่าเรื่องราวของ Traditional Chinese Medicine (TCM) ตั้งแต่สมัยโบราณ


ส่วนช่วงบ่ายเราได้เดินทางไปสู่ Chimelong International Ocean Resort หรือ ฉิมหลง พาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์รวมความบันเทิงทางทะเลขนาดใหญ่ เพราะมีทั้งสวนสนุกใต้น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก อควาเรียมที่โดดเด่นด้วยอาคารรูปทรงยานอวกาศ ตลอดจนโรงละครที่รองรับการจัดแสดงระดับสากล
8. สักการะวัดอาม่า


ในวันสุดท้ายของทริป การท่องเที่ยวมาเก๊าได้พาเราไปสักการะวัดอาม่า ศาลเจ้าเก่าแก่ที่สุดในมาเก๊าที่สร้างขึ้นราวปี 1488 เพื่ออุทิศให้แก่เทพีอาม่า (Mazu) เทพีแห่งท้องทะเล

เกร็ดความรู้น่าสนใจ คือ เมื่อชาวโปรตุเกสเดินทางมาถึงมาเก๊าในศตวรรษที่ 16 และถามชื่อสถานที่แห่งนี้ คนท้องถิ่นตอบว่า ‘媽閣’ (Ma Kok) หมายถึง ศาลเจ้าอาม่า ซึ่งชาวโปรตุเกสก็ได้ออกเสียงเพี้ยนเป็น มาเก๊า (Macau) ซึ่งถูกใช้เป็นชื่อเมืองมาจนถึงปัจจุบัน
9. ชมบ้านสีพาสเทลและชิมทาร์ตไข่ต้นตำรับ

ก่อนมุ่งหน้าสู่สนามบินนานาชาติมาเก๊าเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย เรายังได้แวะชมพิพิธภัณฑ์บ้านไทปา กลุ่มอาคารสไตล์โคโลเนียลโปรตุเกสสีพาสเทล ที่สร้างขึ้นในปี 1921 ซึ่งในอดีตเคยถูกใช้เป็นที่พักของข้าราชการโปรตุเกส ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่ออนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรม

ตลอดจนแวะรับประทานทาร์ตไข่ที่ร้านเบเกอรีลอร์ดสโตว์ ณ ย่านหมู่บ้านโคโลอาน ร้านทาร์ตไข่เจ้าแรกของมาเก๊า ทาร์ตไข่ของทางร้านจะอบใหม่ตลอดทั้งวันด้วยแป้งพายบางกรอบ คัสตาร์ดเนียนนุ่ม และรอยไหม้บนหน้าที่เป็นเอกลักษณ์
