วิกฤตการณ์ทางการเมืองโลกได้มาถึงจุดเดือดอีกครั้ง เมื่อสหรัฐฯ ภายใต้การนำ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เข้าควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา โดยเหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สั่นคลอนเสถียรภาพในแถบอเมริกาใต้ แต่ยังเป็นการท้าทายอำนาจและผลประโยชน์มหาศาลของประเทศจีนที่สั่งสมมานานนับทศวรรษ
เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ถูกควบคุมตัว นิโคลัส มาดูโร ยังคงปฏิบัติภารกิจต้อนรับคณะผู้แทนจากจีน ณ ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงคาร์ากัสด้วยรอยยิ้มและการจับมือที่แสดงถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้น

เขาได้โพสต์ข้อความสุดท้ายผ่านแพลตฟอร์ม Telegram ถึงมิตรภาพกับ ชิว เสี่ยวฉี ทูตพิเศษของจีน ว่าเป็น “การพบปะฉันมิตรพี่น้องที่ยืนยันถึงสายสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาด ไม่ว่าจะยามสุขหรือยามทุกข์” ทว่าคำมั่นสัญญานี้กำลังถูกทดสอบอย่างหนัก เมื่อสหรัฐฯ ตัดสินใจล้มกระดานรัฐบาลที่เป็นพันธมิตรสำคัญกับจีน แต่เป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐฯ
จีนมองว่าเวเนซูเอลา คือหนึ่งในมิตรประเทศที่สำคัญสุดในแถบอเมริกาใต้ เพราะนอกจากเป็นประเทศใหญ่แล้ว ยังร่วมอยู่ในโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative – BRI) ที่เชื่อมโลกจากจีนข้ามยังยุโรปอีกด้วย
ประกอบกับจีนได้ลงทุนเป็นมูลค่ามหาศาลในเวเนซูเอลา ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การทำแผนที่เหมืองแร่ทั่วประเทศ การทำเหมืองโคลแทน (แร่ที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) ไปจนถึงการสำรวจน้ำมันดิบหนักในแถบลุ่มแม่น้ำโอริโนโก ซึ่งเป็นแหล่งสำรองน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก นี่จึงทำให้เวเนซูเอลา มีความสำคัญกับส่วนต่อขยายของ BRI

ดังนั้น จีนจึงออกมาประณามการใช้กำลังของสหรัฐฯ ในการขับไล่ผู้นำรัฐต่างชาติ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวมาดูโรและสนับสนุนให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเปิดการประชุมด่วนทันที
หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน กล่าวว่าจีนไม่ยอมรับการที่ประเทศใดมีสิทธิ์ทำตัวเป็น “ตำรวจโลก” หรือตั้งตัวเป็น “ผู้พิพากษาโลก” โดยแม้ไม่เจาะจงว่าคือประเทศใด แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าหมายถึงสหรัฐฯ นั่นเอง
ความกังวลของจีนต่อการรวบตัว มาดูโร่ และสถานการณ์ในเวเนซูเอลา ที่อยู่ห่างจากจีนไปอีกซีกโลกหนึ่งยังไม่หมดแค่นั้น เนื่องจากเวเนซุเอลาได้รับเงินกู้จากจีนเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3 ล้านล้านบาท) ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยแม้ปัจจุบันยอดหนี้จะเหลือประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 312,000 ล้านบาท) แต่นั่นก็ยังเป็นตัวเลขที่สูงมากอยู่ดี

จีนหวั่นว่าภายใต้การเข้าควบคุมของสหรัฐฯ รัฐบาลใหม่ของเวเนซุเอลาอาจเลือกชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ฝั่งสหรัฐฯ ก่อน และปล่อยให้ธนาคารของจีนต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนมหาศาลหรืออาจถึงขั้นหนี้สูญ
นอกจากนี้ ความมั่นคงทางพลังงานก็สั่นคลอน เนื่องจากที่ผ่านมาจีนใช้วิธี “เงินกู้แลกน้ำมัน” ซึ่งทำให้จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของเวเนซุเอลา แต่เมื่อทรัมป์ประกาศจะเข้าบริหารทรัพยากรน้ำมันเอง จีนจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม จีนอาจไม่ยอมจำนนโดยง่ายและเตรียมใช้ไพ่ตายในการตอบโต้ เช่น การระงับการส่งออกแร่หายากซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐฯ เพื่อบีบให้สหรัฐฯ ยอมเจรจาเรื่องการแบ่งรายได้จากน้ำมันมาคืนหนี้จีน
ท้ายที่สุด ผลลัพธ์ของวิกฤตนี้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นผู้กุมอำนาจตัวจริงในเวเนซูเอลา โดยหากเป็นรัฐบาลหุ่นเชิด จีนอาจยังมีช่องว่างในการเจรจาโดยตรงโดยไม่ต้องปะทะกับสหรัฐฯ ในช่วงสงครามการค้าที่ตึงเครียดอยู่แล้ว
แต่หากมีการปฏิเสธข้อตกลงเดิมรวมถึงโครงการภายใต้ BRI ที่เคยทำไว้ จีนก็พร้อมที่จะยกระดับไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายระหว่างประเทศต่อเวเนซุเอลาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอย่างถึงที่สุด
นี่จะทำให้การต่อสู้และชิงผลประโยชน์กันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในแถบอเมริกาใต้ ต่อเนื่องไปถึงทวีปอเมริกาทั้งหมดรุนแรงขึ้น โดยมีแนวโน้มว่าจีนคงต้องเร่งดำเนินการ

เพราะก่อนหน้าที่จะมาเสียผลประโยชน์ในเวเนซูเอลา จีนก็เพิ่งเสียผลประโยชน์ในปานามาไปหลังสหรัฐฯ กลับเข้ามาควบคุมเส้นทางเดินเรือในคลองปานามา และบีบทุนจีนออกไปจากพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเปรียบเสมือนหลังบ้านของตนได้สำเร็จ / theguardian
