แอลจี อีเลคทรอนิคส์ ประเมินตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านไทย 77,000 ล้านบาท ปีนี้ กลับมาฟื้นตัวจากปัจจัยหนุนของมหกรรมฟุตบอลโลก สภาพอากาศที่ร้อนจัด และรอบการเปลี่ยนสินค้าใหม่ของผู้บริโภค พร้อมเปิดแผนงานสร้างการเติบโต 10% ด้วยกลยุทธ์ Dual Transformation ชูสินค้านวัตกรรม AI และพรีเมียม พร้อมขยายโมเดลธุรกิจ B2B, D2C และ Subscription ต่อเนื่อง

อำนาจ สิงหจันทร์ / ซองฮัน จอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
คุณอำนาจ สิงหจันทร์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านไทย กลุ่ม Major appliances มูลค่ารวม 77,000 ล้านบาท หากแบ่งสัดส่วนตามประเภทสินค้า เครื่องปรับอากาศ 35%, ทีวี 25%, เครื่องซักผ้า 20%, ตู้เย็น 20%
ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดลดลง 7% สาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศในช่วงฤดูขายหรือหน้าร้อนที่ไม่ร้อนจัดและมีอากาศเย็นนาน ส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้ากลุ่มเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น
ทว่าในปี 2569 บริษัทประเมินภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านไทยจะกลับมาเติบโตในระดับตัวเลขหลักเดียว
ปัจจัยบวกที่ขับเคลื่อนตลาด มาจากมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้กับตลาดทีวี โดยเฉพาะทีวีจอใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูง
สภาพอากาศที่คาดการณ์ว่าปีนี้ อากาศจะร้อนขึ้นและร้อนยาวนานกว่าปีก่อน ก็จะส่งผลบวกต่อยอดขายเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น
นอกจากนั้น พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเร็วขึ้น จากเดิม 7-8 ปี เหลือ 5-6 ปี ซึ่งประจวบเหมาะกับรอบการซื้อสินค้าครั้งใหญ่ไปในช่วงวิกฤตโรคระบาด ทำให้เริ่มเข้าสู่รอบการเปลี่ยนสินค้าใหม่ในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ยังคงเป็นเรื่องของสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ต้องลุ้นว่าจะร้อนตามคาดการณ์กันหรือไม่ ทั้งตลาดยังมีการแข่งขันด้านราคาสูง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าระดับล่างและเครื่องปรับอากาศ
สำหรับแผนงานของบริษัทในปี 2569 วางเป้ารายได้เติบโตไว้ในระดับเลขสองหลัก จากการเติบโตในระดับเลขหลักเดียวเมื่อปีที่ผ่านมา โดยวางกลยุทธ์การดำเนินงานแบบ Dual Transformation
บริษัทจะยังคงให้ความสำคัญกับโมเดล B2C ที่ขับเคลื่อนโดยการขายผ่านหน้าร้านหรือดีลเลอร์ ซึ่งบริษัทเตรียมเปิดตัวไลน์อัพใหม่สินค้าใหม่ในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะทีวีและแอร์ รวมถึงการขยายกลุ่มสินค้าเพิ่มเติมในโมเดล Subscription ตลอดจนการขยายพอร์ตเครื่องใช้ไฟฟ้าในกลุ่มเทคโนโลยี AI ต่อเนื่อง ทั้งยกระดับบริการหลังการขาย เช่น บริการเข้าซ่อมสินค้าในวันจันทร์ถึงศุกร์ ช่วงเวลา 18.00 – 21.00 น.
บริษัทยังจะเน้นการทำตลาดออนไลน์ควบคู่กับการปรับปรุงหน้าร้านของดีลเลอร์ให้มีความพรีเมียมเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยยืนยันไม่ลงไปเล่นสงครามราคา แต่จะเน้นขายสินค้านวัตกรรมและพรีเมียม ทั้งวางงบการตลาดทั้งปี 2569 ไว้ที่ราว 500 ล้านบาท
ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายของบริษัท แบ่งตามช่องทางการขายและโมเดลธุรกิจ ประกอบด้วย B2C (ขายผ่านหน้าร้าน/ดีลเลอร์) 65%, B2B (ลูกค้าองค์กร) 15%, D2C (ขายตรงสู่ผู้บริโภค) 20% โดยแบ่งเป็น ออนไลน์ (Online Brand Shop) 10% และ Subscription 10%
หลังจากนี้ บริษัทจะมุ่งเน้นสร้างการเติบโตในโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ อย่างเช่น การขยายธุรกิจ B2B, D2C และบริการบอกรับสมาชิก หรือ Subscription เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว
ด้านการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดคอนซูเมอร์ทั่วไปของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านบางกลุ่ม บริษัทจะมีการนำสินค้ากลุ่ม Entry-level อย่างพอร์ตแอร์ เข้ามาเพื่อแข่งขันในตลาดล่างโดยเฉพาะ แต่ยืนยันจะไม่มีการลดราคารุ่นกลางบนลงมาสู้ในตลาดแมส
จากแผนงานทั้งหมดที่วางไว้ บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ไว้ที่ราว 18,000 ล้านบาท เติบโต 10% จากปีที่ผ่านมา
สัดส่วนยอดขายปัจจุบันของบริษัท แบ่งตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ เครื่องซักผ้า 40%, ทีวี 25%, เครื่องปรับอากาศ 15%, ตู้เย็น 15%, เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก 5%
ส่วนมาร์เก็ตแชร์ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านไทยของบริษัท เครื่องซักผ้า อันดับ 1 โดยครองแชมป์มา 27 ปีซ้อน มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 36%, ทีวี อันดับ 2 ส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20%, ตู้เย็น อยู่อันดับ 5 โดยตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดขยับเป็น 10% และหากนับเฉพาะตู้เย็นขนาดใหญ่ 2 ประตู มีส่วนแบ่งอันดับ 1 ส่วนแอร์มีส่วนแบ่งอยู่ในอันดับ 6
