แม้เป็นเสาหลักของกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) และขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในบรรดาประเทศสมาชิกทั้งหมด แต่เยอรมนีกลับเป็นประเทศที่เศรษฐกิจซบเซามากสุด ซึ่งพรรคแกนนำรัฐบาลเห็นว่ามีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากทัศนคติในการทำงานของคนรุ่นใหม่ จนต้องผลักดันกฏหมายเพื่อแก้วิกฤต  

พรรคคริสเตียนเดโมแครตยูเนียน (CDU) พรรคแกนนำรัฐบาลเยอรมนีที่นำโดย นายกรัฐมตรี ฟรีดริช แมร์ซ ได้ออกมาเสนอให้ “สั่งห้าม” สิทธิขั้นพื้นฐานในการเลือกทำงานพาร์ตไทม์ตามกฎหมาย เพื่อหวังดึงแรงงานกลับเข้าสู่ระบบเต็มเวลาให้มากที่สุด 

นี่ไม่เพียงแต่สั่นสะเทือนวงการโลกการทำงานในเยอรมนี แต่ยังส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนนโยบายที่จะลดความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-life Balance) แล้วหันไปเน้นที่ประสิทธิผลของงานและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจแทน 

ในปัจจุบันเยอรมนีมีสวัสดิการแรงงานที่เข้มแข็ง โดยให้สิทธิพนักงานทุกคนสามารถเรียกร้องเพื่อขอทำงานในเวลาที่ลดลงได้ แต่กลุ่มนักการเมืองที่เน้นด้านเศรษฐกิจของพรรค CDU มองว่าสิทธินี้กำลังกลายเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเยอรมนีกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงานมีฝีมืออย่างรุนแรง ทำให้บริษัทจำนวนมากไม่สามารถเดินหน้าผลิตสินค้าได้เต็มกำลัง

กิตตา คอนเนมันน์ หัวหน้ากลุ่มนักการเมืองที่เน้นนโนบายเศรษฐกิจของพรรค CDU ให้สัมภาษณ์ว่า ถึงเวลาแล้วที่เยอรมนีต้องเลิกสิ่งที่เรียกว่า “การทำงานแบบพาร์ตไทม์ตามไลฟ์สไตล์” และอ้างว่าสมดุลชีวิตจะพังหากทำงานหนักหรือเครียดเกินไป 

เธอย้ำอีกผู้ที่มีความสามารถในการทำงานก็ควรทำงานให้ขึ้น และเต็มเวลา เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในตลาดแรงงาน 

ข้อเสนอนี้ยังสอดคล้องกับความเห็นของนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ ที่เคยวิจารณ์ว่าความมั่งคั่งของชาติไม่สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยการทำงานเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ และเอาแต่ห่วง Work-life Balance ของคนรุ่นใหม่ 

นโยบายใหม่ที่กำลังจะถูกผลักดันนี้ กำหนดให้การลดเวลาทำงานต้องได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น โดยจะยังคงข้อยกเว้นให้เฉพาะกลุ่มที่มีความจำเป็นจริงๆ เช่น พ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกเล็ก ผู้ที่ต้องดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ลาไปศึกษาต่อเพื่อพัฒนาวิชาชีพ 

อย่างไรก็ตาม หากพนักงานต้องการทำงานน้อยลงเพียงเพราะต้องการเวลาส่วนตัวหรือเหตุผลอื่นๆ ที่รัฐไม่นับว่าเป็นเหตุจำเป็น สิทธิดังกล่าวจะถูกยกเลิกทันที

เรื่องนี้กลายเป็นดราม่าในสังคมเยอรมนี และเกิดการต่อต้านขึ้นแม้แต่จากคนภายในพรรคเดียวรัฐบาลเอง โดย เดนนิส รัดเคอ หัวหน้านักการเมืองที่เน้นนโนบายด้านสังคมของพรรค CDU ประณามข้อเสนอนี้ว่าเป็นการ แก้ปัญหาแบบผิดทิศผิดทาง ไม่ต่างจากการเห็นงานสำคัญกว่าคนที่ทำงาน 

เพราะในความเป็นจริงแล้ว ต้นเหตุของปัญหาที่คนไม่ยอมทำงานเต็มเวลาไม่ได้มาจากความขี้เกียจ แต่เป็นเพราะระบบพื้นฐานอย่างศูนย์ดูแลเด็กหรือสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุนั้นไม่เพียงพอและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะทำให้คนวางใจกลับไปทำงานเต็มวันได้

ทางด้านสหภาพแรงงานโลหะใหญ่ของประเทศอย่าง IG Metall ก็เห็นด้วยกับ เดนนิส รัดเคอเดนนิส  โดยมองว่าการบีบบังคับด้วยกฎหมายจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง ตราบใดที่เงื่อนไขการทำงานและสวัสดิภาพสังคมยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น 

ประกอบกับเห็นว่าการบังคับให้พนักงานที่แบกรับภาระครอบครัวอยู่แล้วต้องทำงานหนักขึ้น มีแต่จะสร้างความตึงเครียดและอาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาวมากกว่าผลดี

สำหรับแม้เยอรมนีมีกฏหมายแรงงานที่ดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า จำนวนคนที่ทำงานแบบพาร์ตไทม์นั้นมีมาก โดยตัวเลขจากไตรมาสที่สามของปี 2025 ระบุว่าอัตราการทำงานพาร์ตไทม์ในเยอรมนีพุ่งสูงถึง 40% ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างกลุ่มประเทศสหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ที่ 24% และ 18% ตามลำดับ

กลุ่มที่ทำงานพาร์ทไทม์มากสุดในเยอรมนีคือ ผู้หญิง นั่นหมายความว่าหากกฎหมายนี้ถูกบังคับใช้จริง กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดย่อมหนีไม่พ้นผู้หญิงในตลาดแรงงาน ซึ่งสอดคล้องกับการวิเคราะห์ของ องค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ว่าเศรษฐกิจเยอรมนีอ่อนแอลงเพราะไม่สามารถดึงกลุ่มสตรีและผู้สูงอายุเข้าสู่ระบบได้อย่างเหมาะสม

จากทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า ข้อเสนอการยกเลิกสิทธิการทำงานพาร์ตไทม์ในเยอรมนีของพรรค CDU คือการสะท้อนถึงสภาวะหลังพิงฝาทางเศรษฐกิจเยอรมนีที่รัฐบาลกำลังพยายามหาทางออกให้กับวิกฤตแรงงานนี้ ทว่านโยบายนี้อาจเป็นดาบสองคมเพราะหากจัดการไม่ดีพอ ก็อาจกลายเป็นการลดทอนคุณภาพชีวิตและสร้างความเหลื่อมล้ำทางเพศในตลาดแรงงานให้รุนแรงยิ่งขึ้น 

ดังนั้นความท้าทายที่แท้จริงของเยอรมนีจึงไม่ใช่การบังคับให้คนทำงานมากขึ้น แต่เป็นการสร้างระบบที่เอื้อให้ผู้คนทุ่มเททำงานอย่างเต็มใจมากขึ้น โดยไม่ต้องเลือกระหว่างความสำเร็จในอาชีพกับ สมดุลชีวิตและความสุขของครอบครัว / theguardian