หนึ่งในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด มากจนบางครั้งเราลืมสังเกตไปเลยก็คือ บาร์โค้ด (Barcode)
แถบเส้นสีขาวดำที่แปะอยู่บนสินค้าทุกอย่าง ตั้งแต่หมากฝรั่งราคาไม่กี่บาทไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าหลักหมื่น มันคือสิ่งที่ช่วยให้ร้านค้าแยกข้อมูลได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยที่พนักงานไม่ต้องมานั่งท่องจำราคาสินค้าเป็นพันๆ ชิ้น
มีหลักการทำงานง่ายๆ คือ เครื่องสแกนจะยิงแสงออกไปกระทบแถบบาร์โค้ด เส้นสีดำจะดูดซับแสง ส่วนช่องว่างสีขาวจะสะท้อนแสงกลับมา เครื่องจะแปลงค่าการสะท้อนนี้เป็นรหัสตัวเลข
แต่กว่าจะมาเป็นเส้นขีดที่ดูธรรมดาแบบนี้ สิ่งนี้กลับต้องใช้เวลาพัฒนานานกว่า 20 ปี และถ้านับไปถึงความพยายามครั้งแรก ก็ใช้เวลามากกว่า 40 ปี
ย้อนกลับไปในปี 1932 Wallace Flint นักศึกษาธุรกิจจากฮาร์วาร์ด เห็นปัญหาใหญ่ของร้านค้าในยุคนั้น คือพนักงานคิดเงินช้าและผิดพลาดบ่อยเพราะต้องจำราคาสินค้าทุกอย่าง
เขาจึงคิดไอเดียทำร้านขายของอัตโนมัติ ที่ให้ลูกค้าเลือกบัตรเจาะรูแทนการหยิบสินค้าจริง แล้วนำบัตรไปจ่ายเงินเพื่อให้เครื่องจักรปล่อยสินค้าออกมา
แม้ไอเดียจะฟังดูดี แต่ต้องล้มเหลวเพราะต้นทุนที่สูงและเครื่องจักรที่มีขนาดใหญ่ยักษ์เกินกว่าจะใช้งานจริงได้
หลายคนมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นแรกของบาร์โค้ด เพราะมีพื้นฐานที่เหมือนกัน คือการย่อข้อมูลสินค้าให้อยู่ในสิ่งเล็กๆ
ส่วนจุดเริ่มต้นของบาร์โค้ดที่เป็นแถบๆ เกิดขึ้นในปี 1948 เมื่อ Bernard Silver นักศึกษาหนุ่มบังเอิญไปได้ยินผู้บริหารห้างสรรพสินค้าอ้อนวอนคณบดีวิศวกรรมให้ช่วยคิดระบบเก็บเงินอัตโนมัติเพื่อลดคิวลูกค้า Silver จึงชวนเพื่อนมาช่วยกันหาทางออก
วันหนึ่งขณะอยู่ที่ชายหาด Silver นึกถึงความรู้เรื่องรหัสมอร์ส ที่เคยเรียนตอนเป็นลูกเสือ (ที่ใช้จุดและขีดแทนตัวอักษร)
เขาลองใช้นิ้วลากลงบนพื้นทราย โดยลากเส้นให้มีความหนาบางต่างกัน เส้นที่หนาแทน “ขีด” และเส้นที่บางแทน “จุด”
นั่นคือวินาทีที่ “บาร์โค้ด” ถือกำเนิดขึ้น แต่ในยุคนั้นเขาออกแบบมันเป็นรูปวงกลม เพราะกังวลว่าเครื่องสแกนจะอ่านลำบากหากวางสินค้าผิดมุม
ทว่าปัญหาในวันนั้นคือเครื่องอ่านมีขนาดเท่าโต๊ะทำงาน แถมยังมีราคาแพงและทำงานได้ช้า สิทธิบัตรนี้จึงถูกขายต่อให้บริษัท RCA และถูกเก็บเงียบไว้ยาวนานนับสิบปี
จนกระทั่งปี 1970 เมื่อต้นทุนแรงงานพุ่งสูงขึ้น ร้านค้าเริ่มแบกรับภาระไม่ไหว สมาคมเครือข่ายอาหารแห่งชาติ (NAFC) จึงตัดสินใจว่าจะสร้างมาตรฐานสำหรับร้านค้าเพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ
บริษัท RCA (ที่ถือสิทธิบัตรเดิม) พยายามผลักดันบาร์โค้ดรูป “วงกลม” แต่กลับพบปัญหาว่าเวลาพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์จริงๆ หมึกมักจะเลอะจนเครื่องอ่านไม่ออก
ยักษ์ใหญ่อย่าง IBM จึงกระโดดเข้ามาเสนอทางเลือกใหม่ นั่นคือ “บาร์โค้ดเส้นตรง” ที่พิมพ์ง่ายกว่ามาก แล้วไปพัฒนาตัวเครื่องสแกนให้ฉลาดขึ้นจนสามารถยิงแสงอ่านจากมุมไหนก็ได้แทน
ในที่สุด วันที่ 26 มิถุนายน 1974 บาร์โค้ดตัวแรกของโลกก็ได้ถูกสแกนลงบน “หมากฝรั่ง Wrigley’s”
สาเหตุที่เป็นหมากฝรั่งก็เพราะในตอนนั้นไม่มีผู้ผลิตรายไหนอยากเสี่ยงลงทุนพิมพ์สัญลักษณ์ประหลาดๆ ลงบนสินค้าตัวเอง มีเพียง Wrigley’s ที่ยอมให้ความร่วมมือเป็นรายแรก
นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ บาร์โค้ดได้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก อยู่รอบตัวเราตลอดเวลา จนหลายครั้งเราก็มองผ่านไป
