ท่ามกลางความผันผวนของระเบียบโลกและเทรนด์สื่อออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้มีเทรนด์ใหม่ที่จีนเป็นแกนหลักเกิดขึ้น นั่นคือ “Chinamaxxing”
เทรนด์นี้ไม่ใช่เพียงการเลียนแบบแฟชั่น แต่คือการหยิบเอา “วิถีความเชื่อและไลฟ์สไตล์แบบจีน” ที่เคยถูกมองว่าล้าสมัยหรือเชยในสายตาคนตะวันตก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ มาปัดฝุ่นใหม่ให้กลายเป็นนิยามของความเท่และการมีสุขภาวะที่ดี ซึ่งไปไกลถึงขั้นที่ว่า Gen Z อเมริกันบางส่วนป่าวประกาศว่าตนเองกำลัง “กลายเป็นคนจีนแบบหมาดๆ” (Newly Chinese) เลยทีเดียว
จุดเริ่มต้นของ Chinamaxxing มักปรากฏในรูปแบบของคอนเทนต์ด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ จากภาพชาวอเมริกันต้มน้ำแอปเปิ้ลดื่มเพื่อปรับสมดุลร่างกาย การสวมรองเท้าสลิปเปอร์เดินภายในบ้านอย่างเคร่งครัด หรือการลุกขึ้นมาฝึกกายบริหารที่เน้นความอ่อนตัวแบบที่เห็นผู้สูงอายุชาวจีนทำในสวนสาธารณะ
หลายคลิปมาพร้อมกับแคปชั่นที่ล้อเลียนภาพยนตร์เรื่อง Fight Club ว่า “คุณมาเจอฉันในช่วงชีวิตที่จีนเอามากๆ” (You met me at a very Chinese time in my life) โดยมีเหล่าอินฟลูเอนเซอร์อย่าง เชอร์รี จู เป็นผู้ผลักดันแนวคิดนี้ผ่านการสอนเคล็ดลับความงามและสุขภาพแบบจีนดั้งเดิม ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จนดูเหมือนว่ากำแพงอคติที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 เริ่มถูกทลายลงเรียบร้อยแล้ว
หากมองให้ลึกลงไปจะพบว่า เทรนด์ Chinamaxxing นั้นต่อเนื่องมาจาก Soft Power จีนที่รุกคืบไปทั่วโลกในช่วงปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ความคลั่งไคล้อาร์ตทอยอย่าง Labubu การขยายสาขาอย่างรวดเร็วของร้านชานม Mixue และกาแฟ Luckin ไปจนถึงความตื่นตาตื่นใจต่อเมือง “ฉงชิ่ง” ที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อโซเชียลในฐานะเมืองไซเบอร์พังค์ล้ำยุค

เมื่อนำมารวมกับความนิยมใน TikTok ซีรีส์แนวตั้ง และรถอีวีแบรนด์จีนที่วิ่งอยู่ตามท้องถนนเกือบทุกประเทศในโลก จึงยากที่จะปฏิเสธ “ความเจ๋งแบบจีน” จนในที่สุดของที่ตีตรา Made in China ก็ได้เข้าล้อมกรอบ และทำให้คนยอมรับเทรนด์ Chinamaxxing เข้ามา
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าเทรนด์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ American Dream หรือการต่อสู้ฟันฝ่าเพื่อสร้างตัวแบบอเมริกันชนเริ่มจางหายไป ประกอบกับวัยรุ่นโดยเฉพาะในประเทศแถบตะวันตกต่างก็เผชิญกับเศรษฐกิจที่หยุดนิ่งและการเมืองที่วุ่นวาย
ดังนั้นเมื่อได้เห็นวิดีโอภาพโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย รถไฟความเร็วสูงที่ครอบคลุม เทคโนโลยีเอไอ และความก้าวหน้าของหุ่นยนต์จีนผ่านโลกออนไลน์ จึงเกิดความรู้สึกว่าอนาคตอาจไม่ได้อยู่ที่ฝั่งตะวันตกอีกต่อไป แต่ย้ายไปอยู่จีนเรียบร้อยแล้ว และอนาคตทีจีน “สร้าง” ขึ้นมานั้นก็ดูจะดีกว่าของประเทศแถบตะวันตกอย่างมากเสียด้วย
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง เทรนด์นี้ก็ซับซ้อนและกำลังถูกตั้งคำถาม โดยชาวจีนบางส่วนรู้สึกสับสนที่วัฒนธรรมซึ่งพวกเขาเคยถูกล้อเลียนในอดีตกลับกลายเป็นที่คลั่งไคล้ในตอนนี้
ขณะที่นักวิจารณ์สังคมเตือนว่าสิ่งที่เห็นใน TikTok เป็นเพียง “ภาพสะท้อนด้านเดียว” ของชีวิตในประเทศจีน เพราะในความเป็นจริง วัยรุ่นจีนเองก็กำลังเผชิญกับวิกฤตความเครียด อัตราการว่างงานที่พุ่งสูงกว่า 15% และแรงกดดันจากการทำงานที่หนักหน่วงจนเกิดกระแส “ถังผิง” (นอนราบ) เพื่อประท้วงสังคม
พร้อมแสดงให้เห็นว่าเหนื่อยล้าเหลือเกินกับการต้องดิ้นรนในยุคที่งานหายาก ซึ่งก็สะท้อนออกมาผ่านเทรนด์น่าตกใจในหมู่ Gen Z จีน ทั้งการยอมขึ้นรถหลายต่อไปเที่ยวพักใจในที่ห่างไกลอาจถึงขั้นข้ามประเทศ ซึ่งเรียกกันว่าทริปก้นเหล็ก และการที่บัณฑิตเรียนจบสูงยอมทำงานต่ำกว่าวุฒิอย่างมาก
จนกล่าวได้ว่าความสะดวกสบายที่ชาวตะวันตกมองเห็นผ่านแอปพลิเคชันส่งของหรือเทคโนโลยีล้ำสมัย แท้จริงแล้วถูกขับเคลื่อนด้วยแรงงานมหาศาลของผู้คนที่ต้องดิ้นรนในระบบเศรษฐกิจแบบชั่วคราวซึ่งแบบงานต่องาน (Gig Economy) และภาพเหล่านี้มักถูกคัดกรองออกไปจากคอนเทนต์ที่นำเสนอสู่ชาวโลก
Chinamaxxing จึงเป็นมากกว่าแค่เทรนด์ แต่มันคือปรากฏการณ์ทางสังคมที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนขั้วอำนาจในยุคที่สื่อออนไลน์มีความสำคัญ

พร้อมทั้งสะท้อนถึงภาพลักษณ์ความสำเร็จและการเป็นต้นแบบของสหรัฐฯ ในสายตาชาวจีนที่เริ่มจืดจางลง และถูกแทนที่ด้วยมุมมองที่มองว่าตะวันตกคือดินแดนแห่งความเหลื่อมล้ำ ในทางกลับกัน วัยรุ่นตะวันตกกลับหันมามองตะวันออกเพื่อหาทางเลือกใหม่ในการใช้ชีวิต
แม้ว่าสิ่งที่พวกเขาโหยหาจะเป็นเพียงภาพลักษณ์ที่ถูกปรุงแต่งผ่านฟิลเตอร์ของโซเชียลมีเดียก็ตาม แต่ตราบใดที่โลกยังคงเชื่อมต่อกันอย่างไร้พรมแดน การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ปนเปไปกับความขบขัน การเสียดสี และมุมมองทางการเมืองเหล่านี้ ก็จะยังคงสร้างนิยามใหม่ของคำว่า “ทันสมัย” ในรูปแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนอย่างต่อเนื่องอยู่ต่อไป / bbc
