เอเซอร์ ประเทศไทย ประกาศทรานส์ฟอร์มสู่ “แบรนด์เทคโนโลยีดิจิทัลไลฟ์สไตล์” รับมือตลาดไอทีอิ่มตัว ชู AI PC และบุกตลาดคอมประกอบ เพื่อรักษาแชมป์ธุรกิจหลัก ควบคู่กับการปั้น New S-Curve ด้วยแบรนด์ Acerpure แตกไลน์สู่สมาร์ททีวีและเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะ รุกหนักตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน

ตลาดคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กในไทยปัจจุบัน ได้ก้าวผ่านจุดสูงสุดในช่วงวิกฤตโควิด-19 และกลับเข้าสู่จุดสมดุลใหม่ด้วยยอดขายที่ทรงตัวราว 2.4 ล้านเครื่องต่อปี โดยภาพรวมตลาดอยู่ในสภาวะอิ่มตัวและมีแนวโน้มการเติบโตบวกและลบอยู่ที่ประมาณ 5% 

ในขณะเดียวกัน ตลาดคอมพิวเตอร์กลุ่มเกมมิ่งที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาดรวม ก็เริ่มชะลอการเติบโตจากระดับเลขสองหลักเหลือเพียงเลขหลักเดียว 

นอกจากนี้ ปัจจุบัน อุตสาหกรรมยังต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาหน่วยความจำหรือ RAM ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 4-5 เท่า ซึ่งส่งผลกระทบให้ต้นทุนของคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทั้งระบบสูงขึ้น 20-30% และอาจทำให้สินค้าเจนเนอเรชันใหม่ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปีนี้ ต้องมีการปรับราคาขึ้นตามกลไกตลาด 

คุณเจฟ ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายต่าง ๆ ของตลาดคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กในไทย เอเซอร์ (Acer) ยืนยันว่าจะไม่มีการปรับลดสเปกมาตรฐานของเครื่องลงเพื่อดึงราคาให้ถูกลง แต่อาจใช้วิธีชะลอการอัปเกรดความจุในบางรุ่นออกไป 

เอเซอร์ยังคงมีโอกาสซ่อนอยู่จากการมาของเทคโนโลยี AI ที่เริ่มกลายเป็นฟีเจอร์พื้นฐานในการขับเคลื่อนตลาด รวมถึงกลุ่มผู้ใช้งานเกมมิ่งที่ยังคงเป็นเซกเมนต์ที่พร้อมจ่ายสูงสุดเพื่อให้ได้อุปกรณ์ที่สเปกอัปเดตทันเกม 

ซึ่งเอเซอร์ยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันที่แข็งแกร่งด้วยการครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Consumer Notebook และ Gaming Notebook ในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง

โดยเพื่อรับมือกับตลาดไอทีที่อิ่มตัวและสร้างการเติบโตในระยะยาว เอเซอร์ได้ใช้ความเข้าใจลึกซึ้งในพฤติกรรมผู้บริโภคเชื่อมโยงเข้าสู่ยุทธศาสตร์ใหม่ในวาระครบรอบ 50 ปีการทำตลาดในระดับโลก และ 33 ปีการทำตลาดในประเทศไทย 

ประกาศวิสัยทัศน์ “Breaking Barriers” หรือการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ซึ่งเป็นการพลิกบทบาทจากผู้ผลิตคอมพิวเตอร์สู่การเป็นแบรนด์เทคโนโลยีดิจิทัลไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงผู้คนในทุกมิติ 

สำหรับแผนงานด้านผลิตภัณฑ์ในกลุ่มคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก เอเซอร์ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทในกลุ่มลูกค้าองค์กรจากการเป็นเพียงผู้จำหน่ายฮาร์ดแวร์ไปสู่การให้บริการระบบนิเวศแบบครบวงจร (End-to-End Solution) 

เอเซอร์รุกตลาดโซลูชันระดับเอนเตอร์ไพรส์ด้วยแบรนด์ Altos ที่ครอบคลุมตั้งแต่ Server, Storage ไปจนถึง AI Supercomputer อย่าง Altos BrainSphere GB10 F1 ที่นำพลังประมวลผล AI ระดับสูงมาไว้ในเครื่องขนาดกะทัดรัด 

ควบคู่ไปกับการขยายตลาดโน้ตบุ๊กธุรกิจด้วย TravelMate ซีรีส์ใหม่ที่ยกระดับเป็น Copilot+ PC โดยฝังชิป NPU ที่มีความเร็วเกิน 40 TOPS เพื่อประมวลผล AI บนฮาร์ดแวร์ได้โดยตรง 

รวมถึงการรักษาแชมป์ในตลาดการศึกษาด้วยการส่งมอบอุปกรณ์ Chromebook กว่า 30,000 เครื่องทั่วประเทศ โดยเอเซอร์มีความโดดเด่นด้านการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้แบบครบวงจรที่ไม่ได้มีเพียงแค่ฮาร์ดแวร์ 

แต่ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ทำงานร่วมกับระบบเรียนออนไลน์ได้เป็นอย่างดี เช่น จอภาพอัจฉริยะ (Interactive Board) และมินิพีซี ตลอดจนความยืดหยุ่นในการออกแบบฮาร์ดแวร์ที่แข็งแกร่ง 

ซึ่งโน้ตบุ๊กสามารถแปลงร่างพับจอและเขียนได้แบบแท็บเล็ตในตัว ทำให้ผู้ใช้งานได้ฟังก์ชันที่ครบถ้วนโดยไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อคีย์บอร์ดแยกเพิ่มเติม

ในขณะที่ฝั่งผู้บริโภคทั่วไป เอเซอร์มุ่งเน้นการทำให้ AI PC เข้าถึงได้ง่ายขึ้นผ่านโน้ตบุ๊กสายบางเบาพรีเมียมอย่าง Swift Series เช่น Swift Edge 14 นิ้ว และ 16 นิ้ว ที่มีน้ำหนักไม่ถึง 1 กิโลกรัม ขับเคลื่อนด้วยซีพียู AI จากทั้ง Intel และ AMD 

ส่วนในกลุ่มเกมมิ่ง เอเซอร์ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับซีรีส์ Predator และ Nitro ด้วยเจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อมชิป AI และการ์ดจอระดับสูงสุดถึง RTX 5080 ในดีไซน์ที่บางเฉียบขึ้นอย่างรุ่น Predator Helios Neo 16s 

พร้อมกันนี้ยังได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ด้วยการประกาศรุกตลาดคอมพิวเตอร์ประกอบ (DIY PC) อย่างเต็มตัว เพื่อชิงพื้นที่ตลาดที่แบรนด์รายใหญ่ยังไม่ลงมาเล่น 

โดยขยายพอร์ตระบบนิเวศให้ครอบคลุมทั้ง RAM, SSD, ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ และเคสคอมพิวเตอร์แบบใส 

ไฮไลต์สำคัญคือ การจับมือกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังสายไอที “ADBIG” เพื่อเปิดตัวคอมประกอบเซ็ตพิเศษ (Predator x ADBIG) ที่ประกอบอย่างประณีต โดยช่างมืออาชีพจากโรงงานพร้อมบริการ On-Site Service นาน 3 ปี ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างจากร้านประกอบคอมพิวเตอร์ทั่วไป

นอกเหนือจากการขยายขอบเขตในกลุ่มพีซีแล้ว เอเซอร์ยังขับเคลื่อนการเติบโตผ่านกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและไลฟ์สไตล์ที่เป็นขุมพลังการเติบโตใหม่ ภายใต้แบรนด์ “Acerpure” ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เอเซอร์ใช้เป็น New S-Curve เพื่อกระจายความเสี่ยงจากตลาดไอทีที่มีสัดส่วนเพียง 14% ของตลาดสินค้าเทคโนโลยีทั่วโลก 

เอเซอร์มองเห็นโอกาสมหาศาลในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและอุปกรณ์ภาพและเสียงที่มีขนาดใหญ่ถึงเกือบ 38% โดยกลยุทธ์หลักของ Acerpure คือการวางตำแหน่งแบรนด์ให้อยู่ในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีพรีเมียมหรือ ท็อป 20% ของตลาด และหลีกเลี่ยงการแข่งขันในสงครามราคากับแบรนด์จากจีน 

เอเซอร์นำ DNA ความเชี่ยวชาญด้านไอทีและนวัตกรรมมาผสานลงในเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การจดสิทธิบัตรระดับโลกด้านเทคโนโลยีการฆ่าเชื้อโรค และมีแผนที่จะนำชิปประมวลผล AI เข้ามาฝังในเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในช่วงปี 2026-2027 เพื่อสร้างระบบนิเวศการทำงานที่ตอบสนองผู้ใช้ได้แบบอัตโนมัติ 

ปัจจุบัน Acerpure มีสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กมากกว่า 30 รายการ ครอบคลุมทั้งเครื่องฟอกอากาศ พัดลมหมุนเวียนอากาศ เครื่องดูดฝุ่น และไดร์เป่าผม และกำลังขยายขอบเขตเข้าสู่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศการอยู่อาศัยอย่างเต็มตัว 

ไฮไลต์สำคัญคือ การเปิดตัวเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะ “Acerpure CHILL” 

รวมถึงการขยายสู่หมวดภาพและเสียงด้วยทีวีดิจิทัล “Acerpure ASPIRE TV” ที่ตอบโจทย์ความบันเทิงในราคาที่เข้าถึงได้ 

นอกจากนั้น กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ยังจะมีการร่วมมือกับแบรนด์ “น้องเนย” (Butterbear) เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่แล้ว 

ทั้งสิ่งที่เอเซอร์นำมาปฏิวัติวงการเครื่องใช้ไฟฟ้าคือ มาตรฐานบริการหลังการขาย โดยนำจุดแข็งจากศูนย์บริการ Acer Care มาปรับใช้ เช่น การมอบบริการ On-site Service 

สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก ซึ่งหากพัดลมเสียก็จะมีช่างวิ่งไปซ่อมให้ถึงบ้าน รวมถึงนโยบายรับประกันแบบตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty) สำหรับอุปกรณ์เสริม ซึ่งทั้งหมดนี้คือยุทธศาสตร์ที่เอเซอร์ใช้เพื่อทลายขีดจำกัดและเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับชีวิตผู้คนอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของเอเซอร์ ประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก โดยกลุ่มธุรกิจไอที พีซี และโน้ตบุ๊กทั้งฝั่งคอนซูเมอร์และคอมเมอร์เชียลยังคงเป็นรายได้หลักที่ครองสัดส่วนสูงถึงประมาณ 90% 

ขณะที่กลุ่มธุรกิจใหม่หมวดสินค้าไลฟ์สไตล์และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ Acerpure ยังมีสัดส่วนไม่ถึง 5% ของยอดขายรวม 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจใหม่นี้ถือเป็นรายได้ส่วนเพิ่มที่เอเซอร์ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งยอดขายใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในทุก ๆ ยูนิตจะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อรับมือกับภาวะตลาดไอทีที่เริ่มอิ่มตัว 

โดยบริษัทได้ตั้งเป้าหมายรายได้สำหรับกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กในปีนี้ไว้ที่ราว 200 ล้านบาท และคาดว่าจะสร้างการเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดเมื่อมีการนำกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ เช่น เครื่องปรับอากาศ เข้ามาทำตลาดอย่างเต็มรูปแบบหลังจากนี้