ในประเทศญี่ปุ่น การก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนประถมศึกษาชั้นปีที่ 1 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของชีวิตเด็กและครอบครัว แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ “การเตรียมตัว” ที่เริ่มเร็วขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งเป็นโอกาสทางการตลาดที่สำคัญของทั้งโรงงานผลิตและห้างสรรพสินค้า
กระเป๋านักเรียนญี่ปุ่นยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ เป็นสัญลักษณ์ทางการศึกษา สะท้อนเอกลักษณ์และเสน่ห์แบบญี่ปุ่น ขณะเดียวกันยังแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตรอบด้านอีกด้วย

ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วญี่ปุ่น ได้เริ่มนำกระเป๋านักเรียนทรงสี่เหลี่ยมสุดคลาสสิกหรือ “รันโดะเซรุ” (Randoseru) สำหรับเด็กที่จะเข้าเรียนชั้นประถมในฤดูใบไม้ผลิปี 2027 ออกมาวางจำหน่ายกันแล้ว ทั้งที่เหลือเวลาอีกกว่าหนึ่งปีเต็มก่อนจะถึงวันเปิดเทอมจริง
สงครามการแย่งชิงกระเป๋าที่เริ่มเร็วขึ้นทุกปีนี้ มีชื่อเรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า “รันคัตสึ” (Rankatsu) ซึ่งเป็นคำผสมระหว่าง รันโดะเซรุ และ คัตสึโดะ (แปลตรงตัวว่า กิจกรรมการหากระเป๋ารันโดะเซรุ) โดยรอบนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเมษายน และพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งตรงกับช่วงวันหยุดยาว “Golden Week” ของญี่ปุ่นพอดี
สาเหตุที่ต้องเริ่มเร็วขนาดนี้ เป็นเพราะพ่อแม่และปู่ย่าตายายของครอบครัวต่างๆ ต้องการแย่งชิงสิทธิ์ในการจองรุ่นยอดนิยมที่มีจำนวนจำกัด หรือรุ่นสั่งทำพิเศษ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้กระเป๋าที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งในด้านดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งานให้แก่ลูกหลาน
หากพิจารณาในแง่ของราคา จะพบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า ราคากระเป๋ารันโดะเซรุในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นกว่าเมื่อ 15 ปีก่อนถึง 1.7 เท่า โดยราคาเฉลี่ยตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำพุ่งไปแตะที่ 76,500 เยน (ราว 18,000 บาท) ขณะที่แบรนด์หรูอย่าง Polo Ralph Lauren อาจมีราคาสูงถึง 110,000 เยน (ราว 26,000 บาท)
ปัจจัยหลักที่ดันราคาให้สูงขึ้นคือ ต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงช่างฝีมือที่ประณีต เพราะกระเป๋าหนึ่งใบต้องถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อการใช้งานยาวนานถึง 6 ปีเต็ม ตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 ถึงปีที่ 6
นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น การบุนวมสายสะพายด้วยวัสดุพิเศษเพื่อลดแรงกดทับ เนื่องจากเด็กยุคปัจจุบันต้องแบกรับน้ำหนักของแท็บเล็ตและอุปกรณ์ดิจิทัลเพิ่มเติมจากสมุดหนังสือแบบเดิม
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้กระเป๋าราคาแพงยังคงขายได้ คือทัศนคติของผู้ซื้อในยุคสังคมลูกคนเดียว ที่เด็กหนึ่งคนจะมีผู้ใหญ่รุมล้อมถึง 6 คน (พ่อแม่ ปู่ย่า และตายาย) หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ “Six Pockets” ส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวพร้อมทุ่มเงินเพื่อตัวเด็กอย่างเต็มที่ โดยมีข้อมูลว่ากว่า 54.4% ของผู้ที่จ่ายเงินซื้อกระเป๋านักเรียนคือกลุ่มปู่ย่าตายาย
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด แบรนด์อุปกรณ์กลางแจ้งอย่าง Montbell ก็ได้สร้างทางเลือกใหม่ด้วยการเปิดตัวกระเป๋าไนลอนน้ำหนักเบาในราคาประหยัดเพียง 16,000 เยน (ประมาณ 3,280 บาท) ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในกลุ่มผู้ปกครองที่เน้นราคาย่อมเยาและความคล่องตัว
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะดูคึกคักแต่ในความเป็นจริงภาพรวมกำลังเข้าสู่ช่วงขาลงตามสภาวะการลดลงของประชากรเด็ก นักวิเคราะห์ชี้ว่ามูลค่าตลาดได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปี 2023 บรรดาผู้ผลิตจึงต้องปรับตัวขนานใหญ่ เช่น การเพิ่มสีสันและใช้วัสดุทางเลือกเพื่อดึงราคาให้เข้าถึงง่ายขึ้น การผลิตกระเป๋าสำหรับกลุ่มลูกค้าวัยทำงาน และ เจาะตลาดต่างประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ซื้อเป็นของฝาก

ย้อนกลับไปในอดีต กระเป๋านักเรียนญี่ปุ่นเดิมทีใช้เพียงผ้าห่อหนังสือแล้วผูกเข้ากับหลัง จนกระทั่งช่วงปลายยุคเอโดะ (ค.ศ. 1860) ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้นำกระเป๋าสะพายหลังทำจากหนังที่ใช้ในกองทัพ ซึ่งเรียกว่า “รันเซล” (Ransel) เข้ามาในญี่ปุ่น และต่อมาก็เริ่มมีเชื้อพระวงศ์ ขุนนางกับชนชั้นสูงใช้กระเป๋าลักษณะนี้
เมื่อเข้าสู่ยุคเมจิที่มีการปฏิรูปการศึกษาในปี 1885 รัฐบาลได้กำหนดให้นักเรียนประถมศึกษาใช้กระเป๋าแบบรันเซล โดยต่อมาจึงมีการผลิตขึ้นเองในประเทศและปรับการออกเสียงเป็น “รันโดะเซรุ” เพื่อให้เข้ากับลิ้นคนญี่ปุ่น เช่นเดียวกับคำยืมภาษาดัตช์อื่น ๆ อีกกว่า 3,000 คำที่ยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน
แม้ต้องเผชิญกับวิกฤตเด็กเกิดใหม่ต่ำ และราคาวัตถุดิบที่แพงขึ้น แต่ด้วยการปรับตัวที่ไม่หยุดนิ่ง ทำให้ “รันโดะเซรุ” ยังคงอยู่คู่วงการศึกษา สื่อถึงวัยเด็กและเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของความเป็นญี่ปุ่นที่ทั่วโลกจดจำได้ จนถึงปัจจุบัน “รันโดะเซรุ” มีรวมอายุได้ 166 ปีแล้ว / kyodo, elpais
