วงการอาหารไทยกำลัง “เติบโต” อย่างต่อเนื่อง

ถ้ามองลึกลงไป จะเห็นว่าการเติบโตครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง หากถูกขับเคลื่อนโดยคนบางกลุ่มที่ “คิดต่าง” และ “ลงมือทำจริง”

อัจฉรา บุรารักษ์ (คุณปลา) ผู้สร้างอาณาจักรแบรนด์ iberry Group

ศิริวรรณ ธรณนิธิกุล (คุณแจะ) ผู้ก่อตั้งเครือร้าน เครือ อิส_แฮพ_เพ่น

ศุภักษร จงศิริ (เชฟไอซ์) เจ้าของร้าน Sorn

ทั้ง 3 คน คือผู้ที่ LINE MAN Wongnai ยกย่องให้เป็น “The Visionary Taste Maker Award” แห่งปี 2026

พวกเขาก็คือ “ฟันเฟืองคนละชิ้น” ที่ขับเคลื่อนโครงสร้างวงการอาหารไทยให้เติบโตและก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม

ปลา – อัจฉรา บุรารักษ์ คนที่ทำให้อาหารไทย “ขายได้ และโตได้”

สำหรับเธอเชื่อว่า “รสชาติ” เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่สิ่งที่ทำให้ลูกค้าจำและกลับมา คือประสบการณ์ + ตัวตนของแบรนด์

สิ่งที่เธอทำจึงไม่ใช่แค่ “เปิดร้าน” แต่คือการออกแบบแบรนด์ให้มีคาแรกเตอร์ชัดเจน ทุกร้านต้องมี story มี positioning ชัด

เริ่มตั้งแต่คิดแล้วคิดอีกกับการตั้งชื่อร้าน ดีไซน์ เมนู ไปจนถึงบรรยากาศ ทุกองค์ประกอบต้องเล่า “เรื่องเดียวกัน” และลูกค้าต้องจำได้ ไม่ใช่กินแล้วจบ

เธอไม่ทำร้านแบบกลาง ๆ ที่เป็นได้ทุกอย่าง แต่เลือก “ชัดให้สุด” เพื่อให้ลูกค้ารู้ทันทีว่าร้านนี้คืออะไร

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของ iberry ร้านไอศกรีมเมื่อ 20 กว่าปีก่อน วันนี้ต่อยอดสู่ iberry Group ที่มีมากกว่า 22 แบรนด์ในมือ

เช่น “กับข้าวกับปลา” อาหารไทยรสจัด “โรงสีโภชนา” อาหารไทย–จีน–ซีฟู้ด “เบิร์นบุษบา” สายยำและอีสาน “โต๊ะคิม” ข้าวมันไก่ “ทองสมิทธ์” ก๋วยเตี๋ยวเรือ “ชิ้นโบแดง” หมูกะทะ และอื่น ๆ

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก คือเธอกล้าตั้งราคาในระดับพรีเมียม เพราะเชื่อว่าถ้าสิ่งที่ให้ “มีคุณค่าพอ” ลูกค้าพร้อมจ่าย

ก๋วยเตี๋ยวเรือ ราคาชามละ 149–529 ก็ขายได้   กล้วยทอดธรรมดาก็ทำให้เป็นพรีเมียมได้

และเกมล่าสุด เธอกำลังขยับออกนอกประเทศ ด้วยการพา “ทองสมิทธ์” ไปบุกฮ่องกง ใช้เป็น “หัวหอก” เพื่อปักธง และเริ่มต้นเส้นทางขายก๋วยเตี๋ยวเรือและอาหารไทยในตลาดโลก

แจะ – ศิริวรรณ ธรณนิธิกุล คนที่ทำให้อาหารไทย “ร่วมสมัย และเข้าถึงคนรุ่นใหม่”

จากเจ้าของแบรนด์แฟชั่น It’s Happened To Be A Closet สู่เจ้าของแบรนด์อาหารเครือ “อิส แฮพเพ่น”

จุดเริ่มต้นของเธอมาจากการวางโต๊ะอาหารเล็ก ๆ เพียง 2 โต๊ะในร้านเสื้อผ้า เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้า ก่อนที่จะค่อย ๆ กลายเป็นอีกหนึ่งแกนธุรกิจสำคัญ และพัฒนาเป็นเครือร้านอาหารต่าง ๆ เช่น ที่ถ่ายทอดรสมือในรูปแบบร่วมสมัย

ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารอิตาเลียนแคชวลอย่าง It’s Happened to be a closet และ A Fox Princess KITCHEN, คาเฟ่เค้ก A Pink Rabbit + Bob, แมวดำ ก๋วยเตี๋ยวเรือ, ร้านอาหารไทย อี-กา และ อี-กา Luv Seafood และล่าสุดกับร้านส้มตำไก่ Black 777 ที่ทรงวาด

สิ่งที่ทำให้เธอแตกต่าง คือวิธีคิดแบบ “นักออกแบบระบบ” เธอไม่ได้มองว่าร้านอาหารคือแค่ “ทำให้อร่อย” แต่คือการ “ดีไซน์ทั้งระบบ” ตั้งแต่เมนู บรรยากาศ ไปจนถึงประสบการณ์ของลูกค้า

เธอใช้กระบวนการแบบงานคราฟต์ ผสมทั้งศิลปะและวิศวกรรม เข้าไปศึกษารสชาติจริงจากพื้นที่ ลงมือชิม สังเกต และถอดเทคนิคออกมา ก่อนจะนำมาสร้างเป็น “พิมพ์นิยม” ที่ทำซ้ำได้ในทุกสาขา

เพราะสำหรับเธอ ร้านอาหารไม่ใช่แค่ครัว แต่คือ “ระบบ” ที่ต้องแม่นยำ ควบคุมได้ และสามารถ “สเกล” ได้จริง

เชฟไอซ์ – ศุภักษร จงศิริ คนที่ทำให้อาหารไทย “มีที่ยืนบนเวทีโลก”

ในขณะที่หลายคนพยายามทำอาหารไทยให้ “อินเตอร์” เชฟไอซ์เลือกทำตรงกันข้าม

เขาเลือก “กลับไปหาต้นทาง” เพราะเขาเชื่อว่าอาหารไทยมีรากที่แข็งแรงอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การดัดแปลงให้เหมือนตะวันตก แต่คือการเข้าใจวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง

ในฐานะคนใต้ ชาวนครศรีธรรมราช เขาเดินทางลงพื้นที่ทั่วภาคใต้ เรียนรู้จากชาวบ้าน ตั้งแต่วิธีคั้นกะทิ หุงข้าว ไปจนถึงการเลือกวัตถุดิบ ก่อนจะนำทั้งหมดมาถ่ายทอดในรูปแบบ Fine Dining ที่ยังคง “วิญญาณของอาหาร” เอาไว้ครบถ้วน

สำหรับเขา ร้านอาหารไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่คือการสร้างระบบที่เคารพทั้งวัตถุดิบ คนทำ และวัฒนธรรม

ในแง่ของการทำอาหาร เชฟไอซ์ยึดหลักความซื่อสัตย์และความเชื่อเป็นแกนสำคัญ เขาไม่เชื่อในการลัดขั้นตอน ไม่เชื่อในการทำเพื่อรางวัล และไม่เริ่มจากคำว่า “กำไร” แต่เริ่มจากการทำสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า

เขาเชื่อว่าอาหารที่ดีไม่มีทางลัด และความสำเร็จไม่ใช่จุดจบ แต่คือการพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ ดังนั้นแม้จะได้ 3 ดาวมิชลินแล้ว เขายังคงตั้งคำถามกับตัวเองและพัฒนาเมนูอย่างไม่หยุด เพราะเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่รางวัล แต่คือการทำให้อาหารไทยแท้ “ไปไกลในระดับโลก” โดยยังคงรสชาติและตัวตนดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน

ร้าน Sorn ‘ศรณ์’ คือร้านอาหารไทยร้านแรกของโลกที่ไปถึง 3 ดาวมิชลิน ระดับสูงสุดของ Michelin Guide ที่สะท้อนมาตรฐาน Fine Dining ระดับโลก

 

เมื่อ 3 ฟันเฟืองทำงานร่วมกัน

อัจฉรา ทำให้อาหารไทย “ขายได้และเติบโตได้”

ศิริวรรณ ทำให้อาหารไทย “ร่วมสมัยและเข้าถึงคนรุ่นใหม่”

ส่วนศุภักษร ทำให้อาหารไทย “มีที่ยืนในเวทีโลก”

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องนี้ อาจไม่ใช่ความสำเร็จของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือ “สูตรของความสำเร็จ”

เพราะการที่อาหารไทยจะไปไกลได้ ต้องมีครบทั้ง “ขายได้” “ทันสมัย” และ “มีคุณค่าในสายตาโลก