ถ้ามองผิวเผิน การที่ SENA ลุกขึ้นมาทำธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า อาจดูเหมือนผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กำลัง “แตกไลน์ธุรกิจ” ออกไปไกลจากสิ่งที่ตัวเองถนัด

ปัจจุบัน SENA เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ EV แล้ว 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ OMODA & JAECOO Thailand, Leapmotor Thailand และ DEEPAL Thailand พร้อมศูนย์บริการและบริการหลังการขายครบวงจร

แต่หากมองผ่านวิธีคิดของ ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ หรือ “ดร.ยุ้ย” กรรมการผู้จัดการ SENA Development และ CEO SENA Green Energy จะพบว่าสิ่งที่ SENA กำลังทำ ไม่ได้หลุดออกจากธุรกิจเดิมเลย

ตรงกันข้าม นี่คือการต่อยอดจากแนวคิดที่เธอเชื่อมาตลอดว่า “บ้าน” ไม่ควรเป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่ต้องช่วยลดต้นทุนชีวิตของผู้อยู่อาศัยได้ด้วย

SENA เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาฯ รายแรก ๆ ของไทยที่นำ Solar Rooftop มาติดตั้งขายพร้อมบ้าน ตั้งแต่วันที่ต้นทุนยังสูง ลูกค้ายังไม่เข้าใจ และตลาดยังไม่พร้อม

วันนี้แนวคิดนั้นกำลังถูกต่อยอดไปอีกขั้น จาก “บ้านติดโซลาร์” สู่ “บ้านที่ผลิตพลังงานได้” และต่อไปถึง “บ้านที่ชาร์จรถ EV ได้เอง”

นี่คือเหตุผลที่ SENA Green Auto เกิดขึ้น

ไม่ใช่เพราะ SENA อยากเป็นเพียงดีลเลอร์รถยนต์ไฟฟ้า แต่เพราะ EV คือจิ๊กซอว์อีกชิ้นของระบบใหญ่ที่ ดร.เกษรา กำลังสร้าง นั่นคือ Green Lifestyle Platform ที่เชื่อม บ้าน–พลังงาน–การเดินทาง–การเงิน เข้าไว้ด้วยกัน

หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ดร.เกษรา เริ่มตั้งคำถามว่า ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ “บ้าน” จะช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้คนได้อย่างไร

ในเวลานั้น การติด Solar Rooftop สำหรับบ้านหนึ่งหลังมีต้นทุนสูงกว่า 1 ล้านบาท หรือเกือบ 1 ใน 4 ของราคาบ้าน แต่เธอเชื่อว่า “พลังงาน” จะกลายเป็นต้นทุนสำคัญของชีวิตในอนาคต และบ้านควรช่วยลดภาระตรงนี้ให้ผู้อยู่อาศัยได้

สำหรับเธอ บ้านไม่ได้จบในวันที่ลูกค้าโอนกรรมสิทธิ์ แต่เริ่มต้นจริง ๆ ในวันที่เจ้าของบ้านต้องเริ่มใช้ชีวิต ต้องจ่ายค่าไฟ ต้องเดินทาง ต้องผ่อนบ้าน และรับมือกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นทุกปี

เมื่อค่าไฟสูงขึ้น ค่าน้ำมันผันผวน และ EV เริ่มกลายเป็นทางเลือกใหม่ของการเดินทาง SENA จึงมองว่า บ้าน รถ และพลังงาน ไม่ควรถูกแยกออกจากกันอีกต่อไป

จาก Solar Rooftop สู่ Green Lifestyle Platform

ภาพที่ SENA พยายามสร้าง คือบ้านในอนาคตที่สามารถผลิตไฟฟ้า ใช้ไฟ และต่อยอดไปสู่การชาร์จรถ EV ได้เอง

ในระบบนี้ SENA Green Auto จึงไม่ได้ถูกวางให้เป็นเพียงโชว์รูมขายรถ EV แต่เป็น EV Platform แบบ Multi-brand ที่เชื่อมกับธุรกิจบ้าน พลังงาน และการเงินของ SENA ทั้งระบบ ลูกค้าสามารถซื้อรถ ติดตั้ง Solar และวางแผนการเงินได้ในที่เดียว

สิ่งที่ทำให้การเดินเกมของ SENA แตกต่างจาก Developer รายอื่น คือบริษัทไม่ได้เพิ่งเริ่มสนใจเรื่องพลังงานหรือ EV ในวันนี้ แต่ค่อย ๆ สะสม Ecosystem นี้มานานหลายปี

ปัจจุบัน SENA Solar Energy ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานมากว่า 15 ปี และมียอดติดตั้ง Solar Rooftop มากกว่า 1,500 หลังคาเรือน คิดเป็นกำลังการผลิตรวมกว่า 100 เมกะวัตต์

ขณะเดียวกัน SENA ยังมี “เงินสดใจดี” ซึ่งเป็นธุรกิจ Non-Bank ที่ช่วยด้านโซลูชันทางการเงิน และมี “SenX” เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมบริการด้านการอยู่อาศัยและพลังงานเข้าด้วยกัน

วิธีคิดของ SENA จึงเริ่มขยับจาก “ผู้พัฒนาที่อยู่อาศัย” ไปสู่ “ผู้จัดการต้นทุนการใช้ชีวิต” ให้ลูกค้า ซึ่งอาจกลายเป็น New S-Curve สำคัญของบริษัทในอนาคต

แต่อีกด้านหนึ่ง โมเดลแบบนี้ก็ยังมีโจทย์ใหญ่ที่ SENA ต้องพิสูจน์อีกมาก

เพราะการขยับจาก “ผู้ขายบ้าน” ไปสู่ “ผู้เชื่อมระบบชีวิต” ไม่ได้ง่ายเหมือนการเพิ่มสินค้าใหม่เข้าไปในพอร์ต

แต่นั่นก็ดูจะเป็นความท้าทายที่ ดร.เกษรา หญิงแกร่งคนหนึ่งแห่งวงการอสังหาฯ พร้อมเดินหน้าผลักดันอย่างเต็มที่

อย่างที่เธอเคยบอกไว้ว่า

“ถ้าชกไม่ครบ 10 ยก ก็ไม่ยอมลงจากเวที”