ถ้าจะมีวลีที่สรุปแนวคิดของ ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ได้ดีที่สุด คงหนีไม่พ้นสามคำนี้คือ “ช่างแม่งมัน”

ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาด้าน AI ให้กับองค์กรชั้นนำ และผู้ก่อตั้งแบรนด์ NuaNose (นัวโนส) ภายใต้บริษัท กลิ่นความเจริญ จำกัด ได้หยิบประสบการณ์จริงที่ฟังดูแทบเป็นไปไม่ได้ มาแบ่งปันบนเวที AIS presents WTF Festival ว่า

“นักเศรษฐศาสตร์จบปริญญาเอก ที่ไม่รู้เรื่องเครื่องหอม โค้ดไม่เป็น และครอบครัวไม่มีใครทำธุรกิจมาก่อน ลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์ยาดมจากศูนย์ภายใน 1 เดือน แต่บทเรียนที่แท้จริงจากประสบการณ์นี้ ไม่ใช่เรื่อง AI”

🔴 จากของแถม สู่ไอเดียธุรกิจ

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ยาดมนี้ ไม่ได้มาจากความตั้งใจจะทำธุรกิจตั้งแต่แรก เพราะก่อนหน้าที่จะมี NuaNose ดร.ณภัทร ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้าน AI และ Data ให้องค์กรต่างๆ

ซึ่งเขามักจะแจกยาดมให้ลูกค้าเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณ เพราะสังเกตว่าคนที่ต้องจมอยู่กับงานเอกสารและข้อมูลทั้งวันมักเสียบยาดมไม่ยอมถอด

เขาจึงสกรีนเบอร์โทรไว้บนขวด หวังว่าลูกค้าจะติดต่อกลับมาซื้อบริการด้าน Data ผลปรากฏว่าไม่มีใครโทรมาถามเรื่อง Data เลยสักคน

แต่ทุกคนโทรมาขอ ‘ยาดม’ เพิ่ม นั่นคือสัญญาณแรกที่บอกเขาว่า ตลาดนี้มีอยู่จริง

และมันก็มาพอดีกับตอนที่เขาไปร่วมงาน The Secret Sauce เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งเดิมทีโจทย์จากทีมงานคือการให้เวลา 75 นาทีสำหรับเปิดบูธขายของ

แต่ ดร.ณภัทร มองว่าการยืนขายของอย่างเดียวน่าเบื่อเกินไป เขาจึงเสนอไอเดียท้าทายตัวเอง ด้วยการลองใช้ AI สร้างธุรกิจใหม่ตั้งแต่ศูนย์ภายในเวลา 1 เดือน เพื่อดูว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร

เขาตั้งใจเลือกสนามที่ตัวเองเสียเปรียบที่สุด นั่นคือธุรกิจเครื่องหอม ซึ่งเขาไม่มีทั้งความรู้ ไม่มีโรงงาน ไม่มีประสบการณ์ แถมยังเป็นคนที่ไม่เคยดมยาดมด้วยซ้ำ

🔴 10 นาทีได้แบรนด์ ทั้งชื่อ ทั้งคอนเซปต์

เพื่ออุดช่องโหว่ของความไม่รู้ เขาจึงเลือกใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ โดยเริ่มต้นจากการเปิด Claude แล้วสั่งให้รีเสิร์ชตลาดไทย

ซึ่ง AI สามารถอ่านข่าว วิเคราะห์บริบทสังคม และ Suggest คอนเซปต์กลิ่นที่แปลกและตรงใจคนไทยอย่างน่าประหลาดใจ

ทั้ง “กลิ่นป้าข้างบ้าน” “กลิ่น Payday” และ “กลิ่นขาคู่” ทำให้เขาได้ทั้งชื่อแบรนด์และทิศทางธุรกิจที่พร้อมลุยภายในเวลาเพียง 10 นาที

จากนั้นเขาใช้ ChatGPT Deep Research พัฒนาสูตรกลิ่น โดยให้ AI คิด Composition ออกมาเป็นสัดส่วนมิลลิกรัมแล้วส่งต่อให้ OEM ผลิต

จนออกมาเป็นสารพัดกลิ่นสุดครีเอทีฟที่ไม่ซ้ำใคร ไม่ว่าจะเป็น “กลิ่นชานมไข่มุก”, “กลิ่นฉันไม่ได้แก่แต่เคยฟังเทป” ไปจนถึงไอเทมยอดฮิตที่ขายดีที่สุดจนถึงปัจจุบันอย่าง “กลิ่นรางวัลที่ 1”

ขณะเดียวกัน ระบบหลังบ้าน E-commerce ที่หลายคนมองว่าซับซ้อน ก็ถูกสร้างขึ้นโดยคนที่โค้ดไม่เป็น เชื่อมการสั่งซื้อ การจัดการ Order และระบบขนส่งเข้ากับ Google Sheets

ให้ทุกคนในทีมแก้ไขราคาหรือโปรโมชันได้เองผ่าน Gmail ทีมทั้งหมดมีแค่ 4 คน ทำทุกอย่างตั้งแต่ Brand, Marketing, Creative จนถึงการบริหาร

🔴 วันที่ AI บอกให้เลิก

ธุรกิจเริ่มต้นได้สวย แต่ไม่นานก็ต้องสะดุดกับอุปสรรคใหญ่ เมื่อตลาดเผชิญกระแสข่าวด้านลบเรื่องเชื้อราในยาดม

แม้ ดร.ณภัทร จะทดสอบและมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของ NuaNose ได้มาตรฐาน ชนิดที่ว่าทดลองวางตากฝนก็ยังไม่มีเชื้อราขึ้น

แต่ความตื่นตระหนกของสังคมได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นไปแล้ว ลูกค้า B2B เริ่มกังวลเรื่องภาพลักษณ์จนชะลอออร์เดอร์ ยอดขายหดตัว และเงินทุนเริ่มร่อยหรอ ทั้งที่แบรนด์เพิ่งตั้งไข่ได้ไม่ถึงปี

เมื่อสถานการณ์บีบคั้นและธุรกิจเดินมาถึงทางตัน ดร.ณภัทร จึงตัดสินใจทำสิ่งที่คนยุคนี้มักจะทำกันในยามวิกฤต

นั่นคือการพิมพ์ปรึกษา AI ว่าควรพยุงธุรกิจนี้ต่อไปอย่างไรดี คำตอบที่ได้กลับมามีเหตุผลรองรับครบถ้วน

โดยระบบได้ประมวลผลจากฐานข้อมูลและชี้ให้เห็นว่า แบรนด์เครื่องหอมที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักต้องใช้เวลาสร้างนานกว่า 10-15 ปี เมื่อเทียบกับสายป่านทางการเงินที่เขามี

ความเสี่ยงนี้จึงไม่สมเหตุสมผลที่จะลงทุนต่อ และบทสรุปสั้นๆ จากความอัจฉริยะของ AI ก็คือคำว่า “เลิกทำเถอะ”

“AI พูดถูกทุกชอต แต่ตรรกะที่สมบูรณ์แบบไม่ใช่เหตุผลเดียวที่จะตัดสินว่าควรทำต่อหรือไม่”

สิ่งที่พลิกความคิดของเขาคือการย้อนกลับไปมองลูกค้าจริงๆ หลายคนซื้อยาดมเพราะมันช่วยเติมกำลังใจในวันที่ชีวิตหนัก มีคนสั่งซ้ำทุกเดือน มีคนซื้อไปให้ทหารที่ออกปฏิบัติการ และมีลูกค้าคนหนึ่งที่ดมไปแล้วถูกหวย สั่งเพิ่มทันทีอีก 4 กล่อง

สิ่งเหล่านี้คือ “คุณค่าทางจิตใจ” ที่ไม่มีอยู่ใน Data หรือสมการใดๆ ให้ AI นำไปประมวลผลได้ แต่มันคือเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้แบรนด์นี้ยังมีความหมายต่อผู้บริโภค

เมื่อตระหนักได้แบบนั้น เขาจึงปัดตกคำแนะนำอันสมบูรณ์แบบของเทคโนโลยี ยึดคติ “ช่างแม่งมัน” แล้วตัดสินใจเดินหน้าลุยต่อ

🔴 Output ถูก แต่ Input หายาก

หลังผ่านจุดนั้นมาได้ ดร.ณภัทร ขยายไลน์สินค้าออกไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลิ่นหมา กลิ่นแมวสำหรับทาสสัตว์เลี้ยง กลิ่นก๋วยเตี๋ยวเรือ

ไปจนถึง Scent Sachet และสินค้า Lifestyle อื่นๆ ปัจจุบัน NuaNose วางขายในกว่า 10 Retailer ทั้ง Asia Books และ B-Trend และกำลังขยายตัวเป็น Lifestyle Scent Brand เต็มรูปแบบ

แต่สิ่งที่เขาอยากส่งต่อจากเวทีนี้มากกว่าเรื่องธุรกิจคือมุมมองต่อบทบาทของ AI ในชีวิตจริง

“ในยุคที่ทุกคนสร้างแบรนด์ได้ใน 1 วัน สร้างแอปได้ในชั่วโมงเดียว Output จะยิ่งถูกและยิ่งล้นตลาด แต่สิ่งที่หายากขึ้นทุกวันคือ Input ของมนุษย์”

“AI สเกล Output ได้ แต่มนุษย์ต้องสเกลตัวเอง ต้องกล้าขึ้น เก่งขึ้น และรู้ว่าอะไรมีความหมายจริงๆ”

และสำหรับคนที่ยังลังเลอยู่ว่าจะเริ่มดีไหม เขาฝากไว้ว่าไม่มีคำว่าศูนย์เปล่า ตราบใดที่สิ่งที่ทำขยายขอบเขตความเป็นมนุษย์ของเราออกไปได้สักนิด แม้ในวันที่ AI บอกว่าไม่คุ้มก็ตาม