ในยุคที่เพียงแค่เปิดไถฟีดโซเชียลมีเดีย เราก็มักจะถูกล้อมรอบไปด้วยคนที่เก่งกว่า หุ่นดีกว่า และประสบความสำเร็จมากกว่าเสมอ จนหลายคนอดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า “เรากำลังทำอะไรผิดพลาดอยู่หรือเปล่า”

หรือแท้จริงแล้ว สังคมรอบตัวถูกออกแบบ (By Design) มาให้เราต้องวิ่งตามแห่ทำทุกอย่างจนเหนื่อยล้าเกินไป

ประเด็นอินไซต์นี้ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์บนเวที AIS presents WTF Festival โดย “รวิศ หาญอุตสาหะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ชวนทุกคนมาตั้งหลักกันใหม่

ท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย ผ่านสมการการจัดลำดับความสำคัญ การบริหารพลังงาน และการรักษา “โฟกัส”

🔴 เวลาชีวิตมีจำกัด ทำไมคนเก่งถึง “คิด” มากกว่า “ลงมือทำ”

เมื่อตระหนักได้ว่าชีวิตคนเรามีเวลาเฉลี่ยบนโลกนี้เพียง 4,000 สัปดาห์ การพยายามรับมือกับทุกความวุ่นวายด้วยการทำทุกอย่างที่ขวางหน้าจึงไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องนัก

“รวิศ” ยกตัวอย่างนักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett ที่ไม่ได้ลงทุนสะเปะสะปะตามกระแส แต่ใช้เวลาถึง 70-80% ในแต่ละวันไปกับการ “อ่านและคิด”

เช่น อ่านหนังสือชี้ชวน งบการเงิน และอีก 20-30% เพื่อพูดคุยกับผู้คน

เหตุผลที่ต้องใช้เวลาศึกษามากขนาดนี้ เพราะการลงทุนที่อันตรายที่สุด คือการลงทุนในสิ่งที่เราไม่รู้จริง

หากเรามัวแต่ซื้อตามเพื่อนหรือตามโซเชียลมีเดียโดยไม่สละเวลาทำความเข้าใจ

ท้ายที่สุดความเสี่ยงก็จะตามมา การให้เวลากับการคิดทบทวนก่อนลงมือทำ จึงทำให้สเต็ปต่อไปของชีวิตง่ายขึ้นเสมอ

🔴 กฎ 80/20 และ “นาทีทอง” 5 ชั่วโมงแรกของสมอง

นอกจากนี้ หลักการคิดก่อนทำ ยังสามารถนำมาปรับใช้กับการทำงานในแต่ละวันได้ด้วย เพราะอันที่จริงแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ได้ขี้เกียจทำงาน แต่ขี้เกียจ “คิด” ว่างานไหนคือเรื่องสำคัญที่สุด

เมื่อเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา หลายคนจึงพร้อมกระโจนเข้าหางานด่วนที่แทรกเข้ามาแบบไร้ทิศทาง จนลืมไปว่าโลกธุรกิจมี “กฎ 80/20” ซ่อนอยู่

นั่นคืองานเพียง 20% มักจะสร้างผลลัพธ์ (Output) ให้เราได้ถึง 80%

ที่สำคัญ สมองมนุษย์จะทำงานได้ดีที่สุดเพียง “5 ชั่วโมงแรกหลังตื่นนอน” หากเราเสียเวลาช่วงนี้ไปกับการเดินทางหรือไปทำเรื่องยิบย่อยที่ไม่สำคัญ เราจะสูญเสียทรัพยากรที่มีค่าที่สุดไปทันที

สอดคล้องกับงานวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์ที่ชี้ว่า ผู้พิพากษามักมีแนวโน้มตัดสินให้ทัณฑ์บน (เป็นผลดีต่อนักโทษ) ในช่วงเช้า

มากกว่าช่วงบ่ายที่สมองเริ่มเผชิญกับ “ภาวะเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ” (Decision Fatigue) จนร่างกายเลือกหนทางที่ปลอดภัยหรือต่อต้านความเสี่ยงไว้ก่อนด้วยการปฏิเสธ

ดังนั้น ทุกเช้าที่เดินออกจากบ้าน เราต้องตอบตัวเองให้ได้ชัดเจนว่า “งานสำคัญที่สุด 3-4 อย่างในวันนี้คืออะไร”

🔴 Manage Distraction หยุด Multitasking ผลาญสมอง

และเพื่อให้เป้าหมายสำคัญในแต่ละวันสำเร็จ “รวิศ” ได้แชร์เทคนิคการจัดตารางเวลาส่วนตัวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องถูกล็อคคิวไว้และห้ามแทรกเด็ดขาด

ไม่ว่าจะเป็น เวลาออกกำลังกาย เพราะถ้าร่างกายพัง ทุกอย่างก็จบ ไปจนถึงการพูดคุยกับหัวหน้าทีมเพื่อเช็กสถานการณ์ และการสื่อสารอัปเดตกับธนาคาร

ขณะเดียวกันการจะรักษากำหนดการเหล่านี้ไว้ได้ เราก็ต้องรู้จักกำจัดสิ่งรบกวน (Distractions) รอบตัว
โดยเฉพาะสมาร์ทโฟน เลิกพฤติกรรมสลับการทำงานไปมา (Task Switching) อย่างการตอบอีเมลหรือแชททันทีที่เด้งเตือน

เพราะสมองมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำ Multitasking ได้ดี การสลับโฟกัสจะกินพลังงานมหาศาล ควรเปลี่ยนมาใช้วิธีตอบรวดเดียว (Batch)

เช่น เช็กอีเมลวันละครั้ง และตั้งกฎว่าอีเมลรอได้ 24 ชั่วโมง หากเป็นเรื่องด่วนจริงๆ ให้ใช้วิธีโทรศัพท์คุยกันแทน

🔴 กฎ 1 ชั่วโมงแบบ Analog และการฝึกทำ “เรื่องยาก”

นอกจากการบริหารเวลางานแล้ว การเตรียมความพร้อมของร่างกายก็ทิ้งไม่ได้ ควรใช้กฎ “1 ชั่วโมงแรกหลังตื่น และ 1 ชั่วโมงก่อนนอน” ให้เป็นเวลาแบบ Analog คือห้ามจับโทรศัพท์มือถือและหลีกเลี่ยงแสงสีฟ้าเด็ดขาด

พร้อมกับให้ความสำคัญสูงสุดกับการ “นอน” เพราะหากรักษาคุณภาพการนอนไม่ได้ ทุกอย่างในชีวิตจะรวนไปหมด

เมื่อร่างกายพร้อมแล้ว ในแง่ของการเตรียมจิตใจก็ควรลองฝึกทำ “ของยาก 1 อย่างทุกวัน” เช่น การฝืนใจลงไปแช่น้ำแข็ง (Ice Bath) ร่างกายที่ตกใจและทนกับความหนาวเย็น

ซึ่งจะเป็นการฝึกจิตใจทีละเล็กทีละน้อย เมื่อถึงเวลาต้องออกไปเผชิญปัญหาหนักๆ ในโลกธุรกิจของจริง เราจะรู้สึกว่าความท้าทายเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องที่รับมือได้ง่ายขึ้น

🔴 ความฉลาด 2 ช่วงวัย และกลยุทธ์ Slow is the new fast

อีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยให้เราฝ่าฟันอุปสรรคในการทำงานได้ดี คือการเข้าใจธรรมชาติความฉลาดของมนุษย์ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามช่วงวัย

โดยวัยรุ่นหรือคนอายุน้อยมักจะมีศักยภาพในการคิดเลขเร็ว โต้แย้งเก่ง และเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ได้ไว หรือที่เรียกว่า Fluid Intelligence

แต่เมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป ความเร็วเหล่านี้อาจลดลง ทว่าสิ่งที่เข้ามาแทนที่คือ Crystallized Intelligence ซึ่งเป็นการตกผลึกจากประสบการณ์ ทำให้สามารถประเมินสถานการณ์ยากๆ และตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาด

ซึ่งจากความได้เปรียบที่แตกต่างกันนี้ การขอคำปรึกษาในเรื่องต่างๆ จึงต้องเลือกคนให้ถูกจุดด้วย หากอยากรู้เทรนด์เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ให้ไปถามเด็กรุ่นใหม่

แต่ถ้าอยากรู้ว่าพาร์ทเนอร์ธุรกิจคนนี้น่าคบหรือไม่ ให้ไปถามผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์มากกว่า

นอกจากนี้ ในโลกยุคปัจจุบันที่มีข้อมูลมหาศาล เราไม่มีทางรู้ทุกเรื่องได้ กลยุทธ์ที่จะชนะคือ “Slow is the new fast” การนิ่งบ้าง เลือกลงลึกและเข้าใจในบางเรื่องจริงๆ สำคัญกว่าการพยายามรู้ผิวเผินในทุกสิ่ง

ควบคู่ไปกับการ “ปลูกต้นไม้ทุกวัน” หรือการหมั่นสะสมคำขอบคุณและทำสิ่งดีๆ ให้คนรอบตัวโดยไม่หวังผล รักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวให้ได้

และเมื่อรากฐานทั้งร่างกาย จิตใจ และวิธีคิดในการทำงานแข็งแรงพอแล้ว สิ่งสุดท้ายที่จะเป็นตัวตัดสินความอยู่รอดของธุรกิจและการใช้ชีวิต ก็คือการรักษาสิ่งที่สำคัญที่สุดเอาไว้ให้ได้

🔴 โฟกัส คือสินทรัพย์ที่แพงที่สุด

ซึ่งตัวตัดสินที่ว่านั้นก็คือคำว่า “โฟกัส” สะท้อนให้เห็นชัดเจนจากบทเรียนในโลกธุรกิจ ที่บริษัทมักจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในวันที่เจ้าของมีจุดโฟกัสชัดเจน

แต่กลับต้องมาสะดุดล้มในวันที่เริ่มหันไปหยิบจับหลายสิ่งพร้อมกันจนเสียศูนย์

การใช้ชีวิตก็เช่นกัน ท่ามกลางโลกที่ส่งเสียงดังและพยายามดึงความสนใจของเราอยู่ตลอดเวลา ทรัพย์สินที่แพงที่สุดจึงไม่ใช่พอร์ตการลงทุน

แต่คือการมี “โฟกัส” และกล้าที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่ เพื่อปกป้องพื้นที่ให้กับสิ่งที่สำคัญจริงๆ

เพราะต้นทุนที่แพงที่สุดของการหลุดโฟกัส ก็คือเวลา 4,000 สัปดาห์ในชีวิตของเรา

ซึ่งมันมีค่าเกินกว่าจะใช้ไปกับการวิ่งตามความคาดหวังของคนอื่น