ถ้าพูดถึงแบรนด์น้ำพริกเผาที่อยู่คู่ครัวไทยมานานกว่า 75 ปี ชื่อของ “ฉั่วฮะเส็ง” คือหนึ่งในแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด และวันนี้แบรนด์กำลังเดินเกมใหม่ครั้งสำคัญ
จากแบรนด์น้ำพริกเผาในตลาดไทย สู่การวางตำแหน่งตัวเองเป็น “Global Thai Condiment Brand” หรือแบรนด์เครื่องปรุงรสไทยสำหรับตลาดโลกอย่างเต็มตัว
ล่าสุด “ฉั่วฮะเส็ง” ประกาศโรดแมปธุรกิจปี 2026 พร้อมแผนทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ ทั้งด้านโครงสร้างองค์กร ดิจิทัล ซัพพลายเชน และระบบการผลิต เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดต่างประเทศที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
พร้อมตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะแบรนด์น้ำพริกเผายอดขายอันดับ 1 ของประเทศไทยต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

จากแบรนด์น้ำพริกเผา สู่เกม “เครื่องปรุงรสไทยระดับโลก”
ที่น่าสนใจ คือการที่แบรนด์เลือกใช้เวที THAIFEX – Anuga Asia 2026 เป็นพื้นที่สำคัญในการประกาศทิศทางใหม่ขององค์กร ซึ่งเป็นการว่า “ฉั่วฮะเส็ง” กำลังก้าวออกจากภาพจำของแบรนด์น้ำพริกเผาในตลาดไทย ไปสู่การเป็นผู้เล่นในตลาดเครื่องปรุงรสระดับโลกมากขึ้น
โดยภายในงานฉั่วฮะเส็งนำกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสไทยครบไลน์ไปจัดแสดง เพื่อโชว์ศักยภาพด้านรสชาติไทยต้นตำรับให้กับผู้ซื้อและพาร์ตเนอร์จากทั่วโลก รวมถึงได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “Chili Crisp” ซึ่งเป็นการนำอินไซต์ความชอบรสชาติจัดจ้านและเนื้อสัมผัสที่กรุบกรอบแบบไทยตามเทรนตลาดโลกมาพัฒนาเป็นเครื่องปรุงรสอเนกประสงค์ ที่สามารถนำไปใช้คลุกเคล้าได้ทั้งอาหารเอเชีย เวสเทิร์น ฟิวชั่น และเมนูสากลร่วมสมัย พร้อมสื่อสารแนวคิดในการผลักดัน “รสชาติไทย” ให้กลายเป็น Soft Power ด้านอาหารที่เติบโตได้ในระดับสากล
ปัจจุบันสินค้าของฉั่วฮะเส็งถูกส่งออกไปแล้วกว่า 55 ประเทศทั่วโลก และในอนาคตตลาดต่างประเทศจะกลายเป็น Growth Engine สำคัญของธุรกิจ
เกมใหม่ คือการ “ยกเครื่ององค์กร”
สิ่งที่น่าสนใจของการทรานส์ฟอร์มครั้งนี้ คือ “ฉั่วฮะเส็ง” ไม่ได้มองแค่เรื่องการทำตลาดหรือการรีเฟรชภาพลักษณ์แบรนด์ แต่กำลังปรับตั้งแต่โครงสร้างภายในองค์กรไปจนถึงประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้รับ
โดยแกนสำคัญเริ่มจากการ “จัดระบบองค์กรใหม่” เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

คุณคณัฎพงษ์ วัฒนเสรีวงกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ฉั่วฮะเส็ง ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด กล่าวว่า “ปี 2026 บริษัทได้ลงทุนในระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เพื่อเชื่อมโยงการทำงานทั้งองค์กร ตั้งแต่การผลิต บริหารสต๊อก ซัพพลายเชน ไปจนถึงการวางแผนธุรกิจ เป้าหมายคือเพิ่มความแม่นยำ ลดความซับซ้อน และทำให้องค์กรมีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อรองรับดีมานด์จากทั้งในประเทศและต่างประเทศที่กำลังเติบโตต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ กำลังจัด Product Portfolio ใหม่ให้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในกลุ่มน้ำพริกเผา น้ำมันพริกเผา ซอสจิ้ม ซอสพร้อมปรุง ไปจนถึงพริกแกงไทย เพื่อให้แต่ละกลุ่มสินค้าตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละเซกเมนต์ได้แม่นยำกว่าเดิม
ตั้งแต่กลุ่มสินค้าดั้งเดิมอย่างน้ำพริกเผา ไปจนถึงกลุ่มเครื่องปรุงรสไทยที่ถูกพัฒนาให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงตลาดต่างประเทศที่ต้องการ “รสชาติไทย” ในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้น”
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าฉั่วฮะเส็งกำลังขยับจากการขาย “สินค้า” ไปสู่การวางพอร์ตธุรกิจที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการใช้งาน ไลฟ์สไตล์ และโอกาสการเติบโตในอนาคต
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ คือการสร้าง Brand Experience ให้ใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น ผ่านแคมเปญการตลาดและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้มากกว่าเดิม
เพราะในวันที่ตลาดเครื่องปรุงแข่งขันสูงขึ้น การเป็นแบรนด์ที่คน “คุ้นเคย” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่หลายแบรนด์พยายามสร้าง คือการทำให้ผู้บริโภคนึกถึงแบรนด์เป็นชื่อแรกในหมวดสินค้า หรือกลายเป็น Top of Mind ในระยะยาว
นี่คืออีกโจทย์สำคัญที่ “ฉั่วฮะเส็ง” กำลังเดินเกมอย่างจริงจัง ผ่านการปรับทั้งองค์กร สินค้า และประสบการณ์แบรนด์ไปพร้อมกัน

เมื่อ “อาหารไทย” ไม่ได้แข่งกันแค่ในไทยอีกต่อไป
อีกมุมที่น่าสนใจ คือภาพใหญ่ของตลาดอาหารไทยในวันนี้กำลังเปลี่ยนไป ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากแข่งขันกันในประเทศ แต่ปัจจุบันหลายแบรนด์เริ่มมอง “Global Market” มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องปรุงรส ที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส Thai Food ที่เติบโตทั่วโลก
ทำให้การแข่งขันยุคใหม่ ไม่ได้วัดกันแค่ว่า “ใครอร่อยกว่า” เพราะตลาดวันนี้ให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่สามารถต่อยอด “รสชาติไทย” ให้กลายเป็นธุรกิจระดับโลกได้อย่างยั่งยืนมากกว่า
การทรานส์ฟอร์มของฉั่วฮะเส็งจึงสะท้อนภาพของแบรนด์ไทยระดับตำนานที่กำลังปรับตัวครั้งสำคัญ จากองค์กรแบบดั้งเดิม ไปสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และระบบบริหารสมัยใหม่ พร้อมขยับบทบาทจาก “สินค้าคู่ครัวไทย” ไปสู่ “ตัวแทนรสชาติไทย” บนเวทีโลก
