ไวน์ คือเครื่องดื่มประจำชาติและสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของฝรั่งเศสมาอย่างยาวนาน ทว่าในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว 

จากการเก็บรวบรวมข้อมูลขององค์การพืชองุ่นและไวน์ระหว่างประเทศ (OIV) กับสมาคมผู้ผลิตเบียร์แห่งฝรั่งเศส ระบุว่า ในปี 2025 ยอดการบริโภคไวน์ในฝรั่งเศสอยู่ที่ 2,200 ล้านลิตร ขณะที่ยอดการบริโภคเบียร์ขึ้นมาอยู่ที่ 2,210 ล้านลิตร

สถานการณ์นี้ทำให้เริ่มมีคนอุตสาหกรรมไวน์ฝรั่งต่างแสดงความกังวลว่า นี่ไม่ใช่แค่เทรนด์ที่มาแล้วไป แต่อาจเป็นวิกฤตความอยู่รอดของธุรกิจเลยทีเดียว 

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างร้านอาหารและคาเฟ่ ราว 30 แห่งในกรุงปารีส ปรากฏว่าพบลูกค้ามากกว่า 7 ใน 10 ราย เลือกสั่งเครื่องดื่มอื่น ๆ เช่น เบียร์ น้ำผสมโซดาหรือน้ำแร่ผสมโซดา แทนที่จะเป็นไวน์ 

ส่วนในย่านธุรกิจและย่านที่พักอาศัยของคนท้องถิ่นเบียร์ก็เป็นตัวเลือกหลัก ขณะที่คนวัยทำงานกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ก็ดื่มเบียร์มากกว่าไวน์เช่นกัน 

นอกจากดื่มง่ายกว่า ราคา ที่ถูกกว่าก็เป็นปัจจัยสำคัญที่เบียร์ฮิตแซงหน้าไวน์ในฝรั่งเศส โดยปัจจุบันราคาไวน์ตามร้านอาหารในกรุงปารีสเฉลี่ยตกอยู่ที่ขวดละ 30–40 ยูโร (ประมาณ 1,140-1,520 บาท) ขณะที่เบียร์ 1 แก้วมีราคาเพียงประมาณ 10 ยูโร (ประมาณ 380 บาท) เท่านั้น 

เอ็มมา โมโรต์ หนึ่งในชาวฝรั่งเศสที่เลือกดื่มเบียร์มากกว่าไวน์กล่าวว่า เบียร์ไม่ใช่แค่คุ้มกว่าเมื่อเทียบกับราคา แต่เมื่อดื่มเบียร์ก็ไม่มีแรงกดดันเหมือนไวน์ ที่พอเปิดขวดแล้วจำเป็นต้องกินให้หมดขวด 

นี่สอดคล้องกับบทวิเคราะห์จากกูรูในแวดวงเครื่องดื่มฝรั่งเศส ที่ยอดบริโภคไวน์ที่ดิ่งลงนี้เป็นไปตามเทรนด์โลกที่คนรุ่นใหม่ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง 

รายงานของ OIV ประจำปี 2025 ระบุว่า ยอดการบริโภคไวน์ทั่วโลกลดลง 2.7% ซึ่งสาเหตุหลักมาจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ในหลายประเทศตั้งแต่สหรัฐฯ ไปจนถึงเกาหลีใต้ต่างก็ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลงเช่นกัน 

การเสื่อมความนิยมดังกล่าวทำให้ก่อนหน้านี้ Pernod Ricard ยักษ์เครื่องดื่มของฝรั่งเศสเอง ก็ต้องเทขายแบรนด์ไวน์ออกไปล็อตใหญ่ 

ด้านสื่อในอังกฤษวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า กลุ่ม Gen Z ที่ต้องเผชิญกับสภาวะรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจ มักจะเลือกเบียร์ที่มีราคาถูกกว่าไวน์เสมอ เมื่อต้องออกไปดื่มสังสรรค์แบบเป็นกันเองกับเพื่อนฝูงหลังเลิกงาน 

ย้อนไปในอดีต ไวน์สำหรับคนฝรั่งเศสเปรียบเสมือนเครื่องดื่มสามัญประจำบ้านมากกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 แม้กระทั่งเด็กนักเรียนประถมยังดื่มไวน์ผสมน้ำเปล่า 

ต่อมาในยุค 60 อัตราการบริโภคไวน์ต่อประชากรเคยสูงถึง 127 ลิตรต่อคนต่อปี ครอบครัวฝรั่งเศสมักใช้เวลาร่วมกันหลายชั่วโมงในมื้ออาหารที่มีไวน์อยู่ด้วย หรือพนักงานออฟฟิศก็มักจะใช้เวลาพักเที่ยงนานกว่า 2 ชั่วโมงเพื่อนั่งจิบไวน์ตามคาเฟ่ 

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ภาพพนักงานออฟฟิศในปารีสที่นั่งละเลียดกับมื้อเที่ยงยาว ๆ พร้อมจิบไวน์แทบจะไม่มีให้เห็นอีกแล้ว แต่กลับกลายเป็นร้านฟาสต์ฟู้ดอย่าง McDonald’s ที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน 

นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสวิเคราะห์ว่า โครงสร้างสังคมปัจจุบันเน้นหนักไปที่งานออฟฟิศและงานบริการมากขึ้น ทำให้ผู้คนเลือกที่จะข้ามหรือทิ้งมื้อเที่ยงแบบจัดเต็มพร้อมไวน์ไปเลย 

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดการบริโภคไวน์ของฝรั่งเศสลดลง คือโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไป โดยในอดีต ครอบครัวขยายที่อยู่ร่วมกันหลายรุ่นจะเป็นผู้ส่งต่อวัฒนธรรมการดื่มไวน์จากรุ่นสู่รุ่น 

แต่ในปัจจุบัน สัดส่วนของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวพุ่งสูงขึ้นจาก 12.4% ในปี 1990 มาเป็น 24.7% ในปี 2020 และมากกว่า 1 ใน 3 ของบ้านในฝรั่งเศสเป็นบ้านหรือห้องพักที่อยู่อาศัยคนเดียวหรือมีคนโสดเพิ่มขึ้น 

ส่งผลให้ผู้คนหันมานิยมเบียร์ที่ดื่มสะดวกและจบในแก้วเดียว มากกว่าไวน์ที่มักต้องใช้คนอย่างน้อย 2-3 คนในการดื่มให้หมดขวด 

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา แม้จำนวนประชากรของฝรั่งเศสจะเติบโตขึ้น 15% แต่ยอดการบริโภคไวน์กลับสวนทาง ดิ่งลงถึง 37% ส่งผลให้การบริโภคไวน์ต่อคนลดลงมาอยู่ที่ราว 40 ลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 60 ปี 

เมื่อความต้องการในตลาดลดลง ฝ่ายที่กระทบมากสุดคือต้นทางในการผลิตไวน์ อย่างเจ้าของไร่องุ่น โดยพื้นที่เพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์ของฝรั่งเศสจึงลดฮวบลงถึง 20% ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา 

และเมื่อไวน์ที่ขายไม่ออกมีเพิ่มขึ้น จำนวนเจ้าของไร่ไวน์ต่างตกที่นั่งลำบากและต้องจำใจถอนต้นองุ่นทิ้ง หรือปรับเปลี่ยนไวน์เหล่านั้นให้กลายเป็นเอทานอลสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมแทนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย 

ทั้งนี้ กรณีการดื่มไวน์ที่ลดลงของชาวฝรั่งเศส มีขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอีกด้านในกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกันและสะท้อนการเปลี่ยนไปในการดื่ม-กินของคนในประเทศเช่นกัน  

ปัจจุบัน ชาวฝรั่งเศสใช้เวลาไปกับการกินอาหารกันน้อยลงและการลดการไปกินอาหารกันตามร้าน จนร้านอาหารที่ต้องปิดตัวไปมีเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ร้านต่อวัน และโอกาสที่จะพูดว่า Bon appétit (เจริญอาหาร) อันเป็นเสน่ห์ในวัฒนธรรมการกินของชาวฝรั่งเศสลดลงตามไปด้วย / chosun