ปี 2026 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของ GDP ประเทศ ท่ามกลางโอกาสที่กำลังเติบโต คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ครีเอเตอร์ไทยจะเปลี่ยน ‘งานศิลปะ’ หรือลายเส้นที่วาดขึ้นจากแพสชัน ให้กลายเป็น ‘ทรัพย์สินทางปัญญา’ (Intellectual Property: IP) ที่ทำเงินในเชิงธุรกิจได้อย่างไร
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดงาน Thailand Character & Content Expo 2026 (TCEX 2026) ซึ่งเซกชั่นหัวข้อ Character to Product: เปลี่ยนคาแรกเตอร์ให้เป็นสินค้าทำเงินด้วยโรงงานในไทย

โดย “คุณณภัทร พรหมพฤกษ์” นายกสมาคมการค้าลิขสิทธิ์และของที่ระลึกจาก คาแรกเตอร์ดีไซน์ ของเล่น และผลงานศิลป์ร่วมสมัย (TCAP), “คุณจิรบูลย์ วิทยสิงห์” เลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย, “คุณพัทธดนย์ บาลี” อุปนายกสมาคมการค้าของเล่นและผลิตภัณฑ์เด็กไทย (TTCPA), “คุณปัญญพัฒน์ กล่อมจิต” นักวิชาการตรวจสอบสิทธิบัตรชำนาญการ
ร่วมกันฉายภาพความท้าทายและทางรอดของวงการคาแรกเตอร์ไทย
เลิกจัดหมวดหมู่ผิด ขุมทรัพย์ 90% อยู่ที่ ‘สินค้าจับต้องได้’
ปัญหาหลักที่วงการคาแรกเตอร์ไทยกำลังเผชิญคือ ความเข้าใจผิดในเชิงโครงสร้างที่จัดให้ธุรกิจคาแรกเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่ง ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ใช้เกณฑ์การจัดหมวดหมู่เช่นนี้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ดิจิทัลคอนเทนต์เป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่หรือนำ IP ไปใช้งานเท่านั้น
การจำกัดความไว้เช่นนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการวางนโยบายพัฒนา เนื่องจากในตลาดสากล สัดส่วนรายได้หลักกว่า 80-90% ของธุรกิจคาแรกเตอร์มาจากสินค้าที่จับต้องได้หรือของที่ระลึก ในขณะที่สินค้าในรูปแบบดิจิทัลมีสัดส่วนรายได้ไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ
เมื่อภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองภาพธุรกิจคาแรกเตอร์ผ่านเลนส์ของดิจิทัลคอนเทนต์เพียงอย่างเดียว จึงทำให้ไทยขาดหน่วยงานหลักที่จะเข้ามาส่งเสริมการต่อยอด IP ไปสู่ภาคการผลิตสินค้าอย่างเป็นรูปธรรม
ส่งผลให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ในระบบนิเวศของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพราะผู้มีอำนาจตัดสินใจมักจะมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนการทำแอนิเมชันหรือเกมเพียงอย่างเดียว แต่กลับละเลยการสร้างองค์ความรู้เรื่องการผลิตสินค้า การบริหารจัดการลิขสิทธิ์ และการเชื่อมโยงนักออกแบบเข้ากับโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศที่มีศักยภาพสูง
นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวยังลุกลามไปถึงภาคการศึกษาที่ หลักสูตรด้านธุรกิจคาแรกเตอร์ในไทยไม่ได้มีการอัปเดตมานานกว่า 10 ปี และยังคงติดอยู่ภายใต้กรอบของดิจิทัลคอนเทนต์ ทำให้นักศึกษาที่จบมามีความสามารถในการออกแบบที่ยอดเยี่ยม แต่กลับขาดทักษะในการนำผลงานไปสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์
หลายคนทำได้เพียงการสร้างต้นแบบหรือ Art Toy ในระดับครัวเรือน แต่ไม่รู้วิธีการเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมพลาสติกหรือกระบวนการผลิตขนาดใหญ่ จนสุดท้ายกลายเป็นครีเอเตอร์ต้องหันไปพึ่งพาฐานการผลิตจากต่างประเทศแทนที่จะใช้ศักยภาพของโรงงานไทยที่มีอยู่แล้ว
การปรับเปลี่ยนทัศนคติและหมวดหมู่ของธุรกิจคาแรกเตอร์ให้กลับมาอยู่ในฐานะ Creative IP ที่ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน
จากทำด้วยใจรัก สู่การเป็นมืออาชีพด้วยรูปแบบธุรกิจ
ครีเอเตอร์ไทยมีศักยภาพสูงแต่มักตกม้าตายเพราะเลือกทำงานด้วย ‘ความชอบ’ เพียงอย่างเดียว การจะก้าวไปสู่ระดับโกลบอลได้นั้น ครีเอเตอร์ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์มาใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจ
การทำธุรกิจคาแรกเตอร์ที่เป็นมืออาชีพจะต้องมีแผนการตลาดที่ชัดเจน โดยต้องตอบให้ได้ว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร ช่องทางขายคืออะไร และราคาขายที่เหมาะสมคือเท่าไหร่
“การจะนำคาแรกเตอร์ไปผลิตสินค้าไม่ได้ดูแค่ความน่ารัก เพราะคำว่า ‘น่ารัก’ เปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ต้องดูว่ามีโอกาสเติบโตไปกับผลิตภัณฑ์ได้จริงหรือไม่”
อาวุธลับ ‘โรงงานไทย’ และ ‘เทคโนโลยี’ ทางลัดสู่การผลิต
ดีไซน์เนอร์และครีเอเตอร์ไทยจำนวนมากมักเลือกส่งงานไปผลิตที่ประเทศจีน เพราะไม่ทราบว่าในประเทศไทยมีโรงงานที่มีศักยภาพสูงรองรับอยู่ ในความเป็นจริง โรงงานของเล่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ไทยมีมาตรฐานการส่งออกในระดับสากล และมีความน่าเชื่อถือสูงภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)
โรงงานไทยมีความเข้มงวดเรื่องการคุ้มครองลิขสิทธิ์สูงมาก และแทบไม่มีประวัติการละเมิดผลงานของลูกค้า เนื่องจากต้องผลิตสินค้าส่งออกให้แบรนด์ใหญ่ในยุโรปและอเมริกา
ผู้ผลิตในไทยมีความพร้อมและยืดหยุ่น โดยสามารถรองรับการผลิตได้ตั้งแต่จำนวนน้อย เช่น 1 ชิ้น หรือ 10 ชิ้น ไปจนถึงการผลิตแบบ Mass Production หลักล้านชิ้น
เทคโนโลยี 3D Printing ถูกนำมาใช้เป็น ‘ทางลัด’ สำหรับครีเอเตอร์รุ่นใหม่ในการทำต้นแบบและผลิต Art Toy จำนวนน้อยได้ในราคาที่จับต้องได้
การเลือกใช้โรงงานในประเทศช่วยรักษาคุณค่าทางเศรษฐกิจไม่ให้ไหลออกไปต่างประเทศ
กฎหมายต้องรู้ AI เป็นแค่เครื่องมือ แต่ลิขสิทธิ์ต้องมาจากคน
ทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็น ‘เครื่องมือทางธุรกิจ’ ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มมูลค่าให้กับผลงาน
ครีเอเตอร์ควรวางแผนปกป้องสิทธิ์ตั้งแต่วันแรก โดยต้องแยกแยะให้ออกว่า ‘ลิขสิทธิ์’ จะคุ้มครองภาพวาดโดยอัตโนมัติ ในขณะที่ชื่อ โลโก้ หรือรูปร่างลักษณะภายนอก จะต้องไปจดทะเบียนเป็น ‘เครื่องหมายการค้า’ และ ‘สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์’ ตามลำดับ
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยให้ทุกคนสามารถสร้างคาแรกเตอร์ขึ้นมาได้ตามจินตนาการเพียงแค่บอกความต้องการหรือป้อนคำสั่งซึ่งใช้เวลาเพียง 5 นาที ก็สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันที ต่างจากในอดีตที่ต้องใช้ดีไซเนอร์สเก็ตช์งานซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 3 วัน
แม้จะมีความสะดวกสบาย แต่ประเด็นสำคัญทางกฎหมายคือ ผลงานที่สร้างโดย AI 100% ยังไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ในประเทศใดในโลก
การใช้ AI ยังมีความเสี่ยงที่ตัวระบบอาจไปหยิบผลงานของศิลปินท่านอื่นมาเป็นส่วนหนึ่งของการประมวลผลโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นได้หากครีเอเตอร์ไม่มีความรอบคอบในการตรวจสอบ
โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้บรรจุหัวข้อ ‘AI กับการสร้างสรรค์และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา’ ไว้ในเวทีเสวนาเพื่อให้ความรู้แก่ครีเอเตอร์รุ่นใหม่เกี่ยวกับเส้นแบ่งที่บางมากระหว่างการได้รับแรงบันดาลใจกับการละเมิดลิขสิทธิ์ในยุค AI
โมเดล ‘คาแรกเตอร์ท้องถิ่น’ กุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
โมเดลที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าเหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุดคือ ‘คาแรกเตอร์ท้องถิ่น’ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างรายได้ให้ครีเอเตอร์ แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและ SME ในพื้นที่
| ชื่อคาแรกเตอร์ | จังหวัด | ความโดดเด่นและความสำเร็จ |
| ปาป้า-ทูทู่ (Papa-Tootoo) เอเลียนตัวจิ๋วสวมชุดอวกาศสีฟ้า หน้าตาละม้ายคล้ายปาทู ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักผ่านการต่อยอดในงานของจังหวัดสมุทรสงครามจนพัฒนาเป็นมาสคอต | สมุทรสงคราม | ประสบความสำเร็จจากการทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชน นำคาแรกเตอร์ไปใช้กับสินค้าชุมชนจนสร้างรายได้ระดับหลักล้านบาท |
| นาคกี้ (Nakee) มาสคอตพญานาคน้อย | บึงกาฬ | คาแรกเตอร์ที่ริเริ่มโดยพระสงฆ์ นำรายได้จากลิขสิทธิ์ไปใช้เพื่อสาธารณกุศล เช่น ทุนการศึกษาเยาวชน และฟื้นฟูป่า |
ท้ายที่สุด การจะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตคาแรกเตอร์ในภูมิภาคได้นั้น ไม่สามารถอาศัยเพียงความเก่งกาจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัย 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ ความรู้ในการพัฒนา, ความเข้าใจในระบบ IP และ ความร่วมมืออย่างแนบแน่น ระหว่างครีเอเตอร์ ภาคการศึกษา และโรงงานผลิต
