ลองนึกภาพธุรกิจหรือสินค้าที่อยากขยายตลาดไปต่างประเทศ ต้องมีตัวแทนจัดจำหน่าย หรือ Distributor เพื่อช่วยนำสินค้าไปตลาดต่างๆ
ในวงการฟุตบอลก็มีบทบาทแบบเดียวกัน เพียงแต่ “สินค้า” คือนักฟุตบอล และคนที่ทำหน้าที่นั้นเรียกว่า “เอเยนต์ฟุตบอล”
อาชีพของเอเยนต์ไม่ได้ทำหน้าที่แค่หาสังกัดใหม่ เจรจาค่าเหนื่อยให้นักเตะ และรับค่านายหน้าอย่างเดียว
เพราะอาชีพนี้สามารถเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันนักเตะหรือนำเสนอให้กับทีมต่างๆ ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะยกระดับให้กับทีมชาติไทยได้
.
🔴 อาชีพเอเยนต์ฟุตบอลทำงานอย่างไร
หากจะให้เห็นภาพการทำงานของอาชีพนี้ ชัดเจนที่สุด คงต้องยกตัวอย่างจาก “ดอย” ธฤติ โนนศรีชัย อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยที่ผันตัวมาทำงานเอเยนต์
ธฤติเป็นอดีตนักเตะทีมชาติไทย เคยค้าแข้งให้กับหลายสโมสรใหญ่ในไทยลีก ทั้งบีอีซี เทโรศาสน, เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และบางกอกกล๊าส
หลังแขวนสตั๊ด ธฤติผันตัวมาทำงานเป็นเอเยนต์ มีบริษัทชื่อ FPS Management & Consulting มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก ทั้งเอเชีย ยุโรป และอเมริกาใต้
ปัจจุบันดูแลนักเตะแถวหน้าของไทยหลายคน เช่น ชนาธิป สรงกระสินธ์, สารัช อยู่เย็น และศุภณัฏฐ์ เหมือนตา
ข้อได้เปรียบที่สำคัญของธฤติ คือการเป็นนักเตะเก่า รู้ว่าสโมสรคิดอะไร รู้ว่านักเตะต้องการอะไร อีกทั้งมีบารมี และเป็นที่นับถือในหมู่นักเตะด้วยกัน
บวกกับตัวบริษัทมีเครือข่ายใหญ่ สามารถดีลงานใหญ่ได้ ทั้งพานักเตะไทยออกไปต่างประเทศ และดึงนักเตะต่างชาติเข้ามาเล่นในไทยลีก
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือดีลย้ายทีมของชนาธิป ทั้งตอนย้ายไปเล่นกับคอนซาโดเล ซัปโปโร และย้ายอีกทีไปคาวาซากิ ฟรอนตาเล
ธฤติเป็นผู้อยู่เบื้องหลังดีลนี้ ทั้งเรื่องการเจรจาระหว่างสโมสรผู้ซื้อและขาย การเจรจาผลประโยชน์ของนักเตะ ไปถึงเรื่องจัดหาที่พัก และดูแลความเป็นอยู่ให้นักเตะ
หรือแม้แต่ดีลเซอร์ไพรส์วงการไทยลีก อย่างการพา แอนดรอส ทาวน์เซนด์ อดีตนักเตะทีมชาติอังกฤษ มาเล่นให้กับพลังกาญจน์ เมื่อปีที่ผ่านมา ก็เป็นผลงานการประสานงานของธฤติเช่นกัน
.
🔴บทบาทของเอเยนต์กับวงการฟุตบอลไทย
หากจะถามว่า แล้วอาชีพนี้สำคัญกับวงการฟุตบอลไทยอย่างไร ให้ลองมองไปที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ประเทศที่ส่งนักเตะไปค้าแข้งในยุโรปได้สำเร็จมากที่สุดในเอเชีย
เบื้องหลังความสำเร็จไม่ได้มีแค่ฝีเท้าของนักเตะเพียงอย่างเดียว
เพราะยังต้องมีอีกหลายปัจจัย รวมถึงเครือข่ายเอเยนต์ที่แข็งแรง คอยผลักดันนักเตะออกไปสู่เวทีที่ใหญ่กว่าอยู่เสมอ
สำหรับนักเตะไทยในสายตาของสโมสรต่างแดนแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่มีศักยภาพ หรือเป็นไปไม่ได้เลย
ย้อนไปตั้งแต่รุ่นวิทยา เลาหกุล และปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ก็เคยมีโอกาสไปค้าแข้งต่างประเทศมาแล้ว
ต่อมาก็เป็นยุคของสุรัตน์ สุขะ หรือสุธี สุขสมกิจ ก็เคยไปค้าแข้งต่างประเทศมาแล้วทั้งสิ้น
หรืออย่างกรณีของธีรเทพ วิโนทัย ที่เคยไปฝึกซ้อมกับคริสตัล พาเลซ ตั้งแต่เด็ก
แต่สุดท้ายต้องกลับมาเล่นในไทย เพราะไม่ได้สัญญาอาชีพในอังกฤษ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องเวิร์คเพอร์มิต หรือใบอนุญาตทำงาน
มาถึงรุ่นปัจจุบันอย่างธีรศิลป์ แดงดา, ธีราทร บุญมาทัน และชนาธิป สรงกระสินธ์ ก็ไปค้าแข้งในเจลีกได้อย่างประสบความสำเร็จ
ปีล่าสุดก็มีธีรภัทร ปรือทอง ที่ไปแจ้งเกิดกับคอนซาโดเล ซัปโปโร ตั้งแต่อายุเพียง 19 ปี
สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า นักเตะของไทยพอจะมีดีอยู่บ้าง หากได้รับการส่งเสริมและผลักดันให้ไปเล่นต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ก็น่าจะพัฒนาได้
ธฤติ เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อด้านกีฬา โดยมีมุมมองชัดเจนว่า นักเตะไทยควรออกไปค้าแข้งต่างประเทศให้ได้มากที่สุด และที่สำคัญคือต้องไปตั้งแต่ยังเป็นดาวรุ่งหรือเยาวชน
เพราะยิ่งไปเร็วเท่าไร ก็ยิ่งได้ประโยชน์มากเท่านั้น
ตั้งเป็นเป้าหมายส่วนตัวในการทำงานเอเยนต์ คืออยากส่งนักเตะไทยออกไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
การไปนอกตั้งแต่เด็กจะได้ซึมซับวัฒนธรรมฟุตบอลแบบยุโรปตั้งแต่ยังปั้นตัวเองได้ง่าย
เพราะในมุมของธฤติ เด็กไทยหลายคน “เก่งไม่สุด”
ไม่ใช่ว่าเพราะฝีเท้าด้อยกว่าใคร แต่เป็นเพราะการบริหารจัดการชีวิตและมาตรฐานการฝึกซ้อมยังไม่ดีพอ
พอใกล้ถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสู่การเป็นนักเตะอาชีพ กลับแพ้ให้กับความเข้มข้นของการฝึกซ้อมที่มากกว่า
ในประเทศไทย แค่ซ้อมเพิ่ม ซ้อมพิเศษ หรือฝึกยิงประตูนอกเวลา บางคนยังมองว่าเป็นเรื่องแปลก หรือมีเสียงแง่ลบว่าแค่ทำเป็นขยันโชว์โค้ช
ทั้งที่ในโลกฟุตบอลอาชีพระดับสูง การซ้อมเพิ่มเพื่อฝึกตัวเองคือเรื่องปกติธรรมดามาก
ลองดูโมเดลความสำเร็จของซอน เฮือง มิน กัปตันทีมชาติเกาหลีใต้
เกิดจากการย้ายไปอยู่เยอรมนีตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับสไตล์ยุโรป ซึมซับองค์ความรู้และทัศนคติแบบมืออาชีพขั้นสุดมาตั้งแต่เด็ก
สุดท้ายก็กลายเป็นแข้งเอเชียที่สามารถยืนระยะค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกได้ยาวนานนับสิบปี
มุมมองของธฤติจึงเหมือนกับมองภาพใหญ่ คือการเป็นเอเยนต์ที่ทำหน้าที่ “ส่งออกนักเตะไทยให้มากที่สุด”
เหมือนกับการสร้าง Supply Chain ให้วงการฟุตบอลไทยแข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว
เป็นโมเดลเดียวกับที่ญี่ปุ่นใช้ส่งนักเตะออกไปค้าแข้งในยุโรป จนวันนี้ยืนอยู่บนเวทีฟุตบอลโลกได้อย่างสง่างาม
และถ้าวันหนึ่งไทยมีเครือข่ายเอเยนต์ที่แข็งแรงพอ คอยผลักดันนักเตะดาวรุ่งออกไปเก็บประสบการณ์ตั้งแต่อายุยังน้อยแบบนี้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
เป้าหมายที่ฟังดูห่างไกลอย่างการไปฟุตบอลโลกก็อาจไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป
