ได้บทสรุปไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งในแมตช์ชิงชนะเลิศเป็นการโคจรมาพบกันครั้งที่ 15 ของ สเปน กับ อาร์เจนตินา 

ซึ่งยังถือเป็นการพบกันของตัวแทนศาสตร์ฟุตบอลที่ทรงอิทธิพลและแผ่ขยายแนวคิดไปทั่วโลก กับตัวแทนจากอเมริกาใต้ที่มีความแข็งแกร่งด้านฟุตบอลและเป็นผู้กำหนดทิศทางฟุตบอลของเกือบทั้งทวีป 

เมื่อสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายของกรรมการ ปรากฏว่า สเปน ชนะไป 1-0 และคว้าแชมป์สมัยที่ 2 มาครองได้สำเร็จ แมตช์นี้มีหลายประเด็นให้กล่าวถึงแต่ประเด็นใหญ่สุดคือ ศาสตร์ฟุตบอลของสเปน 

สิ่งที่ยืนยันเรื่องนี้คือ ขณะที่โค้ช หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต ของสเปน เป็นคนในวงการลูกหนัง “แดนกระทิงดุ” เองที่ค่อยๆ ซึมซับ พัฒนาและไต่เต้าขึ้นมาจนคว้าสุดยอดความสำเร็จ 

ส่วนโค้ช ลิโอเนล สกาโลนี ของอาร์เจนตินา แม้เป็นชาวอาร์เจนตินาโดยกำเนิดแต่ก็เคยทำเป็นนักเตะและหาความรู้ในการเป็นโค้ชในสเปนมาก่อน

รวมไปถึงเคยเป็นลูกศิษย์ของ หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต มาก่อนอีกด้วย 

เรื่องน่าสนใจจากการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ของสเปนยังไม่หมดแค่นั้น เพราะผู้ที่มาปฏิวัติวงการและมาวางรากฐานไว้ ไม่ใช่ชาวสเปน แต่เป็นนักเตะชื่อดังผู้ล่วงลับจากเนเธอร์แลนด์ 

ปี 1988 โยฮัน ครอยฟ์ กลับมายังสโมสรบาร์เซโลนาของสเปนอีกครั้งในฐานะโค้ช โดยเขานำแผนการเล่นแบบ 4-3-3 ที่เน้นการไล่บีบพื้นที่ และตำแหน่งหน้าที่ที่ชัดเจนมาใช้ 

ตามด้วยการจัดระเบียบทีมที่ยอดเยี่ยม และการต่อบอลทำทางอย่างแม่นยำ พร้อมกับเน้นการเล่นบอลบนพื้น ซึ่งพลิกให้นักเตะชาวสเปนที่รูปร่างไม่สูงใหญ่นักเมื่อเทียบกับยุโรปประเทศอื่นๆ มีความเป็นต่อ 

แนวทางดังกล่าวเริ่มประสบความสำเร็จในปี 1989 และ 1990 ที่สโมสรบาร์เซโลนาคว้าแชมป์ ยูโรเปียนคัพ วินเนอร์สคัพ และลา ลีกา ตามลำดับ 

จากนั้นสโมสรบาร์เซโลนา ในมือของ โยฮัน ครอยฟ์ ก็เข้าสู่ยุคทอง เดินหน้ากวาดแชมป์ทั้งของสเปน ทั้งลีกสูงสุดและรายการสำคัญๆ ต่อเนื่องไปถึงทัวร์นาเมนต์สูงสุดของสโมสรฟุตบอลยุโรป 

อีกสิ่งหนึ่งที่โยฮัน ครอยฟ์ ทำควบคู่กันไปคือ ศูนย์เฟ้นหาและพัฒนานักเตะเยาวชนของบาร์เซโลนาที่เรียกกันว่า “ลา มาเซีย” ซึ่งต่อมาผลผลิตจากศูนย์ดังกล่าว จะก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จทั้งในฐานะโค้ช และนักเตะ 

ผลผลิตจาก “ลา มาเซีย” ที่ดังที่สุดในวงการฟุตบอลช่วง 20 ปีมานี้คือ เป๊ป กวาร์ดิโอลา อดีตโค้ชของบาร์เซโลนา, บาเยิร์น มิวนิก และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา 

กลับมาที่การพัฒนาวงการฟุตบอลสเปน โดยทฤษฎีฟุตบอลจากในยุค โยฮัน ครอยฟ์ ได้ถูกขัดเกลาโดยโค้ชชาวดัตช์อีก 2 คนของบาร์เซโลนา ในเวลาต่อมาคือ หลุยส์ ฟาน กัล และแฟรงก์ ไรจ์การ์ด 

ความสำเร็จของสโมสรบาร์เซโลนา กลายเป็นแนวทางที่สโมสรอื่นๆ ในประเทศนำไปปรับใช้ ซึ่งต่อมาก็ถูกทีมชาติสเปนนำไปพัฒนาต่อด้วย 

เริ่มจากทีมชาติสเปนภายใต้การคุมทีมของ หลุยส์ อราโกเนส ชุดคว้าแชมป์ยูโร 2008 ต่อด้วยการที่ทีมชาติสเปนภายใต้การคุมทีมของ บิเซนเต เดล บอสเก ไปคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกในฟุตบอลโลก 2010 

ต่อมาการต่อบอลอย่างแม่นยำเพื่อครองเกม และเปิดโอกาสในการทำประตูของสเปน ก็กลายเป็นที่นิยมไปทั่วยุโรป 

ซึ่งยืนยันได้จากการคว้าแชมป์ของสโมสรดังๆ ในยุโรป อย่าง บาร์เซโลนา , เปเอสเช และ อาร์เซนอล ตลอดช่วงหลายปีมานี้ มาจากฝีมือการวางหมากในการเล่นของโค้ชชาวสเปนแทบทั้งสิ้น 

ความสำเร็จของวงการฟุตบอลสเปนถูกย้ำอีกครั้งในแมตช์ชิงแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งกำลังสำคัญของแต่ละทีมก็ล้วนเป็นผลผลิตของวงการฟุตบอลสเปน 

ไล่ตั้งแต่โค้ช หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต ของทีมชาติสเปน ตามด้วยโค้ช ลิโอเนล สกาโลนี ของอาร์เจนตินา รวมไปถึง ลิโอเนล เมสซี่ กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา  

พร้อมกันนี้ยังเป็นการสะท้อนด้วยว่า การเน้นระบบและการประสานงานของสเปน นั้นสามารถเอาชนะทีมคู่แข่งที่พึ่งนักเตะคนใดคนหนึ่งมากเกินไป อย่าง ฝรั่งเศส และ อาร์เจนตินา ได้อีกด้วย / theguardian, wikipedia