ถือเป็นข่าวเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจและทำให้ทั่วโลกจับตา โดยเฉพาะประเทศแถบเอเชียสำหรับความสำเร็จทางเศรษฐกิจของไต้หวัน 

โดยเมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา สำนักสถิติไต้หวันคาดการณ์ว่าปี 2026 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะโตมากถึง 11.05% เพิ่มขึ้นจาก 9.64% ตามการคาดการณ์ครั้งก่อนเมื่อช่วงพฤษภาคม 

นี่ถือเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มากสุดในรอบ 40 ปี ซึ่งปัจจัยสำคัญคือการส่งออกชิปของไต้หวันป้อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกต่อเนื่องไปถึงดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย 

ทว่าในอดีตไต้หวันเคยต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมอีกประเภทที่แตกต่างจากชิปอย่างสิ้นเชิง และอุตสาหกรรมดังกล่าวก็สำคัญต่อการสร้างสาธารณูปโภคและเส้นทางคมนาคมอีกด้วย 

ย้อนไปในอดีตราวปี 1895 ต่อเนื่องมาถึงต้นยุค 60 อุตสาหกรรมหลักของไต้หวันคือน้ำตาล โดยโรงงานน้ำตาลได้นำอ้อยปริมาณมากจากทั้งดินและสภาพอากาศเหมาะสมที่ปลูกอยู่ตามพื้นที่ทางภาคใต้มาแปรรูปเป็นน้ำตาล 

ดังนั้นในอดีตน้ำตาลจึงสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของไต้หวัน โดยช่วงยุค 40 บริษัทน้ำตาลคือแหล่งเงินใหญ่ในการสร้างเส้นทางรถไฟ

ซึ่งแม้จุดประสงค์แรกเพื่อใช้ลำเลียงอ้อยและน้ำตาล แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อการลำเลียงสินค้าและการสัญจรไปมาของผู้คนในเวลาต่อมาด้วย 

ต่อมายุค 50 และ 60 น้ำตาลก็ยังสำคัญต่อเศรษฐกิจของไต้หวัน เพราะครองสัดส่วนสูงถึง 80% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด 

จุดเปลี่ยนของไต้หวันมาถึงช่วงปลายยุค 70 เมื่อ หลี่ กัวติง รัฐมนตรีคลังในรัฐบาลของประธานาธิบดี เจียง ชิงกั๋ว เห็นว่าการรับจ้างผลิตชิปที่เลี่ยงการเป็นคู่แข่งของทั้งบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ 

และประเทศขั้วอำนาจทางเทคโนโลยีอย่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น น่าจะสร้างรายได้ให้ไต้หวันได้มหาศาล พร้อมกับทำให้ไต้หวันขึ้นมาเป็นประเทศที่สำคัญต่อซัพพลายเชนเทคโนโลยีโลกในอนาคตอีกด้วย 

ไต้หวันทำทุกทางเพื่อให้วิสัยทัศน์ของ หลี่ กัวติง เห็นผลเป็นรูปธรรมขึ้นมา ทั้งติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านชิปต่างชาติให้มาถ่ายทอดเทคโนโลยี 

และโน้มน้าวให้คนเก่งชาวไต้หวันที่ไปทำงานด้านชิปในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ให้กลับบ้านเกิด ซึ่งในจำนวนนี้มี มอร์ริส ชาง ที่ต่อมาจะเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทชิปอันดับต้นๆ ของโลกอย่าง ทีเอสเอ็มซี รวมอยู่ด้วย 

ต่อมาในยุค 80 วิสัยทัศน์ของ หลี่ กัวติง ก็เป็นรูปเป็นร่าง โดยไต้หวันทุ่มผลิตชิปป้อนตลาดโลกอย่างจริงจัง ซึ่งศูนย์กลางอยู่ที่ ชินจู ไซเอน พาร์ก โซนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชิปในเมืองชินจูทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ 

ข้ามมาต้นยุค 90 อุตสาหกรรมชิปก็เริ่มทวีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไต้หวัน และโรงงานชิปใน ชินจู ไซเอน พาร์ก ก็เพิ่มเป็นกว่า 130 แห่ง พร้อมพนักงานราว 30,000 คน 

ปัจจุบันไต้หวันพัฒนาขึ้นเป็นแหล่งผลิตชิปอันดับต้นๆ ของโลก โดยศูนย์กลางก็ยังคงอยู่ที่ ชินจู ไซเอน พาร์ก แต่ปัจจุบันจำนวนโรงงานในโซนนี้เพิ่มเป็น 900 แห่งและพนักงานก็มีมากถึงราว 177,000 คน 

นี่ทำให้ชิปกลายมาเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญของไต้หวัน แทนที่น้ำตาลในอดีต และชิปนี่เองที่ช่วยทำให้ยอดส่งออกของไต้หวันโตต่อเนื่องมา 18 เดือน 

ด้านรัฐบาลไต้หวันชุดปัจจุบันได้ประกาศว่าในปี 2027 จะแจกเงินให้ประชาชนทั้งประเทศคนละ 10,000 บาท หลังประเทศมีรายได้จากอุตสาหกรรมชิปมหาศาล 

อุตสาหกรรมชิปไต้หวันยังทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ทั้งด้านเทคโนโลยีรวมไปถึงอุปกรณ์จำเป็นในดาต้าเซ็นเตอร์อย่างรางสไลด์สำหรับวางเซิร์ฟเวอร์ และคีย์บอร์ด โตตามไปด้วย 

จนเมื่อปลายสิงหาคมที่ผ่านมา หลิน ฉงจี ผู้ก่อตั้ง คิงสไลด์ บริษัทผู้ผลิตรางสไลด์รายใหญ่สุดของโลก ขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของไต้หวันด้วยมูลค่าทรัพย์สินกว่า 19,500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 638,000 ล้านบาท)

ขณะเดียวยังทำหน้าที่เสมือนโล่ซิลิคอน ช่วยให้สหรัฐฯ ปกป้องไต้หวันจากการโจมตีของจีนอีกด้วย 

มีสองสาเหตุหลักที่ทำให้ไต้หวันประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจมากสุดในรอบ 40 ปี สาเหตุแรกคือการมองการณ์ไกลของ หลี่ กัวติง เจ้าของฉายาบิดาแห่งวงการเทคโนโลยีไต้หวัน ที่มองว่าต่อไปชิปจะทวีความสำคัญ 

สาเหตุที่สองคือ ทักษะในการต่อยอดและปรับแต่งของชาวไต้หวัน โดยสื่อดังของอังกฤษอย่างบีบีซี ได้ไปสัมภาษณ์ผู้ที่ทำงานกับบริษัทไต้หวันชิปมานานซึ่งไม่เปิดชื่อในเรื่องนี้ 

เขากล่าวว่า เคล็ดลับความสำเร็จของบริษัทไต้หวันคือทักษะและฝีมือในการปรับแต่ง โดยแม้ชาวไต้หวันอาจไม่เก่งการผลิตสิ่งใหม่ๆแต่ปรับแต่งเก่งมาก และอะไรก็ตามที่มาอยู่ในมือพวกเขาก็จะดีขึ้นกว่าต้นแบบเสมอ 

รวมไปถึงชิ้นส่วนเล็กๆ อย่างชิป ไม่ต่างจากอาหารที่ถึงมือพ่อครัว-แม่ครัวชาวไต้หวันไปดัดแปลงแล้ว ก็จะอร่อยขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก /  bbc, theconversation, reuters