“ดัชมิลล์” (Dutch Mill) เป็นแบรนด์นมที่อยู่คู่ตลาดมานานกว่า 40 ปี มีชื่อดูอินเตอร์เป็นสากาล

แต่ความจริงแล้ว เป็นแบรนด์สัญชาติไทยแท้ และจุดเริ่มต้นก็ไม่ได้มาจากเครือบริษัทใหญ่เลย

แต่มาจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์การอาหารที่รวมตัวกันทำนมและปั้นแบรนด์ขึ้นมา จนกลายเป็นหนึ่งในรายใหญ่ของธุรกิจนมไทย และครองตำแหน่งผู้นำในหลายหมวดสินค้า

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2527 นับถึงตอนนี้ก็ 42 ปีแล้ว

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์การอาหารจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล็งเห็นว่า “นม” เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ และน่าจะทำตลาดในวงกว้างได้

สินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในช่วงแรกคือ โยเกิร์ต และนมเปรี้ยวพร้อมดื่ม

โรงงานแห่งแรกตั้งอยู่ที่ถนนพุทธมณฑลสาย 8 อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

ต่อมาในปี 2540 ก็สร้างโรงงานแห่งที่สองที่อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นปีเดียวกับที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ธุรกิจของดัชมิลล์ก็ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในช่วงเวลานั้น

ช่วงแรก ตลาดของดัชมิลล์อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก

ก่อนจะเริ่มขยายออกสู่ต่างจังหวัด โดยใช้ระบบขายตรงผ่านศูนย์จัดจำหน่าย และ “สาวดัชมิลล์” ที่นำสินค้าไปส่งถึงบ้านคนทั่วประเทศ

ส่วนสินค้าที่ครองตลาดได้ ตัวหลักคือ กลุ่มนมเปรี้ยวพร้อมดื่ม

มีข่าวเก่าเมื่อปี 2551 ระบุว่า ดัชมิลล์เคยครองส่วนแบ่งตลาดในหมวดนมเปรี้ยวพร้อมดื่มผสมน้ำผลไม้ด้วยสัดส่วนถึง 90%

คิดง่ายๆ คือ ถ้ามีคนซื้อนมเปรี้ยว 10 คน จะเป็นลูกค้าของดัชมิลล์ไปแล้ว 9 คน

ส่วนในภาพรวมปัจจุบัน ดัชมิลล์ก็ยังเป็นรายใหญ่ของตลาดนม นับรวมทุกอย่างทั้งนมและโยเกิร์ตถ้วย ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 25% ในปี 2568

แต่สิ่งที่ทำให้ดัชมิลล์อยู่ได้นานขนาดนี้ยังมีหลายอย่างรวมกัน เพราะยังมีเรื่องของการวางโครงสร้างและปรับตัวเข้ามาด้วย

เริ่มจากดูตั้งแต่โครงสร้างองค์กร จะพบว่ากลุ่มดัชมิลล์แบ่งออกเป็น 3 บริษัท

บริษัทแรกคือ “บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด” ผลิตและจัดจำหน่ายนมที่ผลิตด้วยกรรมวิธี “พาสเจอร์ไรส์” (ใช้ความร้อนต่ำ ต้องแช่เย็นตลอดเวลา)

สินค้าในกลุ่มนี้ เช่น โยเกิร์ตพร้อมดื่มดัชมิลล์แบบพาสเจอร์ไรส์ โยเกิร์ตดัชชี่ นมสดดัชมิลล์ และนมเปรี้ยวดีไลท์

บริษัทที่สองคือ “บริษัท แดรี่ พลัส จำกัด” ผลิตและจำหน่ายนมที่ผลิตด้วยกรรมวิธี “ยูเอชที” (ใช้ความร้อนสูง เก็บได้นานกว่าโดยไม่ต้องแช่เย็น)

สินค้าในกลุ่มนี้ เช่น โยเกิร์ตพร้อมดื่มดัชมิลล์ยูเอชที นมถั่วเหลืองดีน่า และเครื่องดื่มมอลต์สกัดดีมอลต์

และบริษัทที่สาม คือ “บริษัท ดีเอ็มดีแอล จำกัด (มหาชน)”

ทำหน้าที่จัดจำหน่ายและกระจายสินค้าของบริษัทในเครือ รวมถึงดูแลช่องทางขาย ศูนย์กระจายสินค้า และธุรกิจอาราบัส

จะเห็นว่าโครงสร้างในเครือมีการแบ่งกันอย่างชัดเจน มีสองบริษัทแรกแบ่งตามกระบวนการผลิต และอีกบริษัทหนึ่งดูแลเรื่องการขายและการกระจายสินค้าโดยเฉพาะ เพื่อให้แต่ละหน่วยทำงานได้อย่างเต็มที่

ส่วนสำคัญต่อมาคือการทำให้ “คนเจอดัชมิลล์ได้ทุกที่” ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าที่ครอบคลุมครบทุกระดับ และทุกรูปแบบ

ตั้งแต่ช่องทางแมสที่สุด อย่างโมเดิร์นเทรด พบได้ตามร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าทั่วไป

ไปจนถึงร้านโชห่วยที่ทำให้เข้าถึงคนทั่วประเทศ และยังมี “สาวดัชมิลล์” ก็ช่วยกระจายสินค้าไปตามต่างจังหวัดและชุมชน

ช่วงหลังยังเพิ่มช่องทางออนไลน์ ปั้นเป็นบริการ “eStore” เป็นของตัวเอง จัดส่งด้วยรถควบคุมอุณหภูมิทั่วประเทศให้คนสั่งซื้อง่ายขึ้น หรือสะดวกสำหรับบ้านที่ชอบสั่งยกลัง

ช่องทางเหล่านี้คือกุญแจสำคัญ ที่ทำให้คนเจอดัชมิลล์ได้ทุกที่

ส่วนอีกเรื่องที่ขาดไม่ได้คือ “ตัวผลิตภัณฑ์”

ดัชมิลล์แตกเป็นหลายแบรนด์ และหลายหมวด ให้ตัวสินค้ารองรับได้ทุกคนและทุกกลุ่ม มีสินค้ารวมกันทั้งหมดประมาณ 500 SKUs

แบรนด์หลักคือ “ดัชชี่” โยเกิร์ตแบบถ้วย และ “ดัชมิลล์” นมเปรี้ยวพร้อมดื่มที่มีทั้งแบบขวดและกล่อง

แตกออกมาเป็นแบรนด์อื่น เช่น นมกล่อง “ดีน่า” และ “ดีมอลต์”

คนสามารถเลือกได้หลายแบบตามความชอบและความต้องการ

นอกจากนี้ยังมีการปรับตัวและทำผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการหรือกระแสที่เกิดขึ้นด้วย

เช่น ช่วงหลังมีกระแสคนรักสุขภาพมากจึ้น แบรนด์ก็แตกเป็นนมโปรตีนสูง “โปรเท็น” เพื่อจับกลุ่มนี้

มีเป้าหมายใหญ่ต่อไปคือ จะเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มคนรักสุขภาพมากขึ้น ให้ถึง 50% ของพอร์ตรวม

กรณีของ “ดัชมิลล์” ถือว่าน่าสนใจ เพราะไม่ได้พึ่งผลิตภัณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งในการอยู่มานานกว่า 40 ปี

แต่เกิดจากการปรับตัว แตกแบรนด์ให้ครอบคลุม และปรับให้ตรงกับผู้บริโภคเรื่อยๆ โดยอาศัยการขายผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทำให้คนสามารถพบเจอหรือซื้อสินค้าได้ทุกวัน