ชานอ้อย เหลือใช้จากโรงงานน้ำตาลไปไหน
ถ้าในอดีต ชานอ้อยที่เหลือจากโรงงานน้ำตาลคือทิ้ง ผ่านการเผา หรือการฝังกลบ
ปัจจุบัน ชานอ้อย ได้กลายเป็นหนึ่งในบรรจุภัณฑ์อาหาร ที่มีการใช้งานแทนกล่องโฟมมากขึ้นในทุกวัน คุณลองสังเกตดู
แล้วคุณสงสัยหรือไม่ว่า ต้นกำเนิดบรรจุภัณฑ์อาหารชานอ้อยมาจากไหน
Marketeer มีคำตอบ
เมื่อย้อนกลับไปในปี 2548 ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ บรรจุภัณฑ์อาหารชานอ้อยแบรนด์ gracz ซึ่งเป็นแบรนด์บรรจุภัณฑ์ชานอ้อยรายแรกของไทย นพ.วีรฉัตร กิตติรัตน์ไพบูลย์ ผู้ก่อตั้ง ได้มองเห็นปัญหาของบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งที่ใช้อยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะกล่องโฟม ที่มีข้อเสียคือ มีสารเคมีปนเปื้อน ที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้ และที่สำคัญทำลายสิ่งแวดล้อม
ตอนนั้นเขาได้มองว่าตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารใช้แล้วทิ้ง ที่มีความปลอดภัย เป็นเซ็กเมนต์ใหม่ที่มีดีมานด์ในตลาด แต่ยังไม่มีผู้ผลิตรายไหนสามารถตอบโจทย์ได้ตรงจุด ในด้านของสามารถใส่อาหารประเภทน้ำ และน้ำมัน ทั้งอาหารร้อนอาหารเย็นโดยไม่รั่วซึม และเข้าไมโครเวฟได้
จากการมองเห็นดีมานด์ และPain Point ของผู้บริโภคอาหารนอกบ้าน เขาได้ลองมองหาวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้ใช้มาทดลอง ทำบรรจุภัณฑ์อาหารใช้แล้วทิ้ง
และพบว่าประเทศไทย มีของเหลือใช้จากภาคการเกษตร เช่นชานอ้อย และมีวัชพืชที่ไม่เกิดประโยชน์เป็นจำนวนมาก อย่างผักตบชวา ไมยราพยักษ์ที่มีเส้นใยสูงเหมาะสำหรับพัฒนามาเป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร
เขาได้ใช้เวลาวิจัยและพัฒนาประมาณ 5 ปี ก่อนที่จะเลือกชานอ้อย ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมน้ำตาล จากการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกน้ำตาลสูงเป็นอันดับ 2 ของ โลก
นอกจากนั้นชานอ้อย ยังเป็นวัตถุดิบ ที่มีต้นทุนโลจิสติกต่ำกว่าวัสดุอื่นๆ อย่างไมยราพยักษ์ ผักตบชวา เพราะโรงงานน้ำตาลจะเป็นผู้ขนอ้อยมารีดเป็นน้ำอ้อยออกเหลือเพียงซากอ้อย สามารถลดต้นทุนการขนส่งต้นอ้อยจากไร่ และต้นทุนในการรีดน้ำออกเพื่อเอาแต่เส้นใยมาเข้ากระบวนการปั่นเส้นใยมาขึ้นรูปทำบรรจุภัณฑ์อาหาร
โดยได้เลือกตั้งโรงงานในพื้นที่ชัยนาท ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีโรงงานน้ำตาลเป็นจำนวนมาก เพื่อลดต้นทุนในการขนส่งอีกต่อหนึ่ง
เมื่อกระบวนการผลิตลงตัว เขาได้เปิดตลาดด้วยการส่งออกต่างประเทศเป็นหลักในช่วงแรก เนื่องจากบรรจุภัณฑ์ชานอ้อยเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่มีต้นแบบในการเรียนรู้ ศึกษา ทำให้ต้นทุนในพัฒนาและการผลิตสูง ต้นทุกต่อชิ้นของบรรจุภัณฑ์สูงขึ้นตามมา และเป็นราคาที่ไม่เหมาะสมกับตลาดไทย
จนในวันที่ราคาบรรจุภัณฑ์ชานอ้อย เริ่มลงตัว เขาได้ขยายไปยังตลาดไทย
โดยกลยุทธ์ ที่ Gracz ใช้บุกตลาด กล่องอาหารชานอ้อย คือ
1.ตั้งชื่อเรียกบรรจุภัณฑ์ชานอ้อยว่า ภาชีวะ ซึ่งมีความหมายว่าภาชนะเพื่อชีวิต เพื่อสร้างความแตกต่างจากบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารใช้แล้วทิ้งอื่นๆ และสร้างการจำจด เพราะเป็นคำที่แปลกแต่สื่อความหมาย
แต่การตั้งชื่อภาชีวะ Marketeer มองว่าเป็นการตั้งชื่อที่ผิดพลาด เนื่องจากทำให้ผู้บริโภคสับสนในตัวสินค้า ว่าภาชีวะ คืออะไร และทำให้ผู้ที่คิดจะลองใช้อาจเกิดความลังเลในช่วงที่ บรรจุภัณฑ์ในรูปแบบนี้ยังไม่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายนัก
2.ให้ความรู้ด้านสุขภาพ ตอบโจทย์แพง แต่ จ่าย ด้วยพลังมวลชน
ปัญหาของกล่องอาหารชานอ้อยคือมีราคาที่สูงกว่ากล่องโฟมเฉลี่ยประมาณ 1-3 บาท ซึ่งในมุมของแม่ค้า ถือว่าเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นแบบไร้ประโยชน์
แต่ นพ.วีรฉัตร เชื่อว่าแม่ค้ายอมเปลี่ยนถ้าลูกค้ามีความเข้าใจถึงกล่องอาหารชานอ้อยดีพอ และบอกให้เปลี่ยน
การที่จะไปถึงจุดนั้น ด่านแรกคือการแนะนำให้คนได้รู้จักในวงกว้างเสียก่อน
เขาได้ใช้วิธีการเลือกกลุ่มคนที่มีอิทธิพลความคิดในสังคม โดยเริ่มจากการเข้าไปทาบทามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้ทางมหาวิทยาลัยเปลี่ยนจากการใช้กล่องโฟมในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นกล่องชานอ้อยบรรจุอาหาร ในโครงการ CU No Foam ระยะเวลาทดลองตลาด 3 เดือน
ผลปรากฏว่า นิสิต จุฬาให้การตอบรับดี จนโครงการนี้ขยายผลไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ อย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โรงพยาบาล และงานอีเวนต์ภาครัฐ
จนปัจจุบัน Gracz สามารถสร้างรายได้มากถึง 400 ล้านบาท แบ่งเป็นในประเทศและต่างประเทศ 50:50

และด้วยความนิยมที่มากขึ้น ตลาดบรรจุภัณฑ์ชานอ้อยเริ่มมีคู่แข่งมากขึ้น โดยเป็นคู่แข่งทั้งเฮาส์แบรนด์อย่าง Big C คู่แข่งแบรนด์จีน รวมแบรนด์ใหญ่อย่างFest by SCG หรือแม้แต่ผู้นำด้านอุตสาหกรรมน้ำตาลครบวงจรอย่าง KTIS ที่มีโรงงานผลิตกระดาษชานอ้อยแห่งเดียวในไทย ก็ยังลงมาเล่นในธุรกิจนี้ด้วย
ตลาดนี้ไม่ใช่บลูโอเชียนอีกต่อไป เพราะเริ่มเป็นบลูโอเชียนที่มีสีแดงเจือปนอยู่
อ่านคอนเทนต์การตลาด อ่าน Marketeeronline
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
