เติบโตทั้งซัพพลายเชน ต่อยอดความยั่งยืน กับ TMB Supply Chain Financing

ถ้าพูดถึงคำว่า ซัพพลายเชน (Supply Chain) เชื่อว่าหลายคนยังไม่คุ้นเคยว่าคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร ทั้งๆ ที่ธุรกิจที่กำลังทำอาจจะเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ของซัพพลายเชนนั้นๆ ก็ได้

และที่สำคัญ ปัจจุบันมูลค่าซัพพลายเชนที่มีในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 8 ล้านล้านบาท  แต่มูลค่า
ซัพพลายเชนที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านซัพพลายเชนโปรแกรมของธนาคารพาณิชย์ มีประมาณ  1 ล้านล้านบาท เท่านั้น

และนั่นคือช่องว่างสำคัญที่ทำให้ทางทีเอ็มบี หรือธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)  ได้ให้ความสำคัญในการเข้ามาเติมเต็มบริการด้าน Supply Chain ตั้งแต่ปี  2552 และกลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ของตลาดในปัจจุบัน

บอกเลยงานนี้ทั้งเอสเอ็มอี และเจ้าของสินค้าหรือบริษัทคู่ค้ารายใหญ่  (Sponsor) จำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน ท่ามกลางพฤติกรรมของผู้บริโภคและตลาดที่เปลี่ยนไป อย่างรวดเร็ว

รัชกร ชยาภิรัต  หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารธุรกรรมทางการเงินภายในประเทศ ทีเอ็มบี อธิบายว่า ซัพพลายเชนประกอบไปด้วยสองฝั่งใหญ่ๆ คือ ผู้ผลิตกับผู้บริโภค ที่จะถูกเชื่อมต่อด้วย Sponsor  ซึ่งจะเป็นทั้งผู้ซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์และเป็นผู้ขายสินค้าให้กับดีลเลอร์

การเดินทางของซัพพลายเชน

เมื่อด้านหนึ่งการเดินทางของสินค้า เริ่มตั้งแต่ซัพพลายเออร์ (Supplier) หาซื้อวัตถุดิบมาผลิตและส่งป้อนเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมของคู่ค้ารายใหญ่ (Sponsor) อีกด้านหนึ่งคือ การเดินทางของสินค้าจากสปอนเซอร์ไปยังตัวแทนจำหน่าย (Dealer) และจนถึงมือของผู้บริโภคเป็นขั้นตอนสุดท้าย (Customer)

ในระหว่างทาง ผู้ผลิต รายเล็ก หรือขนาดกลางอาจจะมีปัญหาของการขาดเงินทุนหมุนเวียนไม่สามารถผลิตได้ตามเวลาและจำนวนที่กำหนด เพื่อส่งต่อไปยัง Sponsor ได้ เช่นเดียวกันระหว่างทาง Dealer   อาจมีเงินไม่เพียงพอไม่สามารถซื้อสินค้าจาก Sponsor เก็บเป็นสต็อคเพื่อขายให้กับผู้บริโภคได้

บทบาทของการเข้ามาช่วยเหลือของ ทีเอ็มบี เกิดขึ้นตรงจุดนี้ทางฝั่งผู้ผลิตคือ Supplier Financing ส่วนทางฝั่งผู้บริโภค คือ Dealer Financing หรือ  Buyer  Financing  เพียงแต่ครั้งนี้ Product Solutions ของ ทีเอ็มบี  สนับสนุนให้ลูกค้า “ได้มากกว่า” (Get MORE with ทีเอ็มบี) ด้วยการนำเสนอการบริหารข้อมูลด้านธุรกรรมการเงิน ที่เพิ่มเติมไปจากแค่บริการของธนาคารทั่วไป ตั้งแต่การสนับสนุนการทำคำสั่งซื้อ-ขายและทำธุรกรรมธนาคารผ่านช่องทางดิจิทัล ให้ธนาคารเห็นข้อมูลการซื้อ-ขายเพื่อนำมาพิจารณาวงเงินสินเชื่อที่เหมาะสมสำหรับเครือข่ายของลูกค้าได้ รวมไปถึงลูกค้าเองสามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นมาช่วยวิเคราะห์การตัดสินใจได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น

“ดังนั้นหลักๆ ของ Supply Chain  Financing  คือการช่วยเหลือทั้งฝั่งผู้ซื้อสินค้ามาผลิต และทางฝั่งผู้ขาย  โดยการแชร์ข้อมูลร่วมกันผ่านระบบที่มีประสิทธิภาพ ภายในเครือข่ายธุรกิจที่สามารถเชื่อมโยงให้ลูกค้าและเครือข่ายคู่ค้าเติบโตไปทั้งระบบ ”

ข้อมูลการซื้อขายที่บันทึกไว้ระหว่างกันจะเป็นตัวช่วยตัดสินใจที่สำคัญของทีเอ็มบีในการที่จะเห็นว่า Supplier หรือ Dealer เป็นคู่ค้าแบบไหน ถ้าเป็น Dealer ที่ดี สามารถขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนทางธุรกิจ นำไปชำระค่าสินค้าให้ได้ตามกำหนด หรือชำระก่อนกำหนดเพื่อรับส่วนลดพิเศษจาก Sponsor ทำให้สามารถซื้อสินค้าได้มากขึ้นด้วยต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่าเดิม

หรือถ้าเป็น Supplier ที่ดี  สามารถนำใบแจ้งหนี้ที่ได้รับจากการขายสินค้าหรือวัตถุดิบ มาขายลดให้ธนาคารก่อนถึงวันครบกำหนดชำระของสปอนเซอร์ เพื่อให้ได้รับเงินสดหมุนเวียนเร็วขึ้นและมีเงินเพียงพอในการนำไปผลิตสินค้ารอบใหม่หรือขยายธุรกิจได้เร็ว

และที่สำคัญ สินเชื่อกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่ำ เพราะลูกค้าที่มาขอสินเชื่อต้องนำใบ Invoice (ใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้า) มาประกอบการยื่นขอสินเชื่อ ทำให้ธนาคารเห็นความต่อเนื่องของธุรกิจ ดังนั้น การคิดดอกเบี้ยเงินกู้ให้สินเชื่อกลุ่มนี้จึงคิดต่ำตามความเสี่ยงได้

“สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการที่ Supply Chain Financing จะโตได้  Sponsor  ต้องเข้าใจสิ่งที่ทางธนาคารกำลังทำ ต้องพร้อมที่จะแชร์ในเรื่องข้อมูล และต้องเข้าใจว่าถ้า Supplier โตได้ Dealer แข็งแรง  Sponsor เองก็สามารถวางแผนทางการเงินได้แม่นยำ ทั้งด้านการบริหารต้นทุนการดำเนินงาน การวางแผนการจำหน่าย ทำให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนเช่นกัน   และการเปลี่ยนจากข้อมูลที่เป็นกระดาษ มาเป็นอิเล็กทรอนิกส์นั้น ต่อไปจะสามารถนำเอาข้อมูลตรงนี้ไปวิเคราะห์เพื่อทำประโยชน์ต่อได้อย่างมหาศาล”

 ตอกย้ำความเข้าใจลูกค้าด้วยรางวัลระดับนานาชาติ

 เมื่อเร็วๆ นี้ ทีเอ็มบี ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมด้านการบริหารเงินและเงินทุนหมุนเวียน – ภาครัฐ (Best in Treasury and Working Capital – Public Sector Award) จาก THE Asset นิตยสารด้านการเงินและการธนาคารชั้นนำของเอเซีย

เป็นรางวัลที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเลิศและความมุ่งมั่นให้ลูกค้าองค์กร “ได้สิทธิประโยชน์ที่มากกว่า (MORE Benefits)” ด้วย Supply Chain Solution อย่างครบวงจร ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ

รัชกร กล่าวว่ารางวัลที่ได้มาเป็นการทำโซลูชันสนับสนุนให้กับธุรกิจที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างซึ่งในแต่ละปีรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณทางด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไว้สูงมาก

การแชร์ ข้อมูลระหว่างกันของทางภาครัฐกับทีเอ็มบี จะทำให้ทางธนาคารเห็นว่าผู้รับเหมาที่เข้ามาประมูลงานได้ในแต่ละปีมีมากน้อยขนาดไหน มีรายไหนบ้าง  ส่วนรัฐบาลได้รับทราบตลอดว่าผู้รับเหมาที่เข้ามาประมูลงานไปได้นั้น มี Cash flow อย่างไร มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?   จากเดิมเมื่อผู้รับเหมามาเบิกจ่ายเงินไปแล้วพอถึงเวลารัฐฯ ก็ค่อยไปสำรวจว่าก่อสร้างไปแล้วแค่ไหน ซึ่งหากมีปัญหาก็อาจจะแก้ไขไม่ทัน

ในขณะเดียวกัน การที่ธนาคารช่วยให้ผู้รับเหมาทำงานอย่างมีระบบ มีข้อมูลที่ชัดเจน ในเรื่องต้นทุนค่าก่อสร้างต่างๆ    ทำให้เกิดการผิดพลาดน้อยลง เพราะบางครั้งเมื่อประมูลไปแล้ว ผู้รับเหมาอาจไม่เห็นกำไรหรือขาดทุนจนกระทั่งปิดโปรเจ็ค รวมทั้งทางแบงก์เองก็สามารถกำหนดวงเงินสนับสนุนผู้รับเหมาในวงเงินที่เหมาะสม และเงื่อนไขที่ดีได้

ในปีนี้ทางทีเอ็มบี ให้ความสนใจในเรื่องซัพพลายเชนมากขึ้น นอกจากธุรกิจทางด้านก่อสร้างแล้ว ยังมีธุรกิจทางด้านค้าปลีก และด้านการผลิตที่เกี่ยวกับเกษตรกร  ที่ยังไม่มีแหล่งเงินทุนที่ดีหรือยังเข้าถึง Sponsor รายใหญ่ๆ ไม่ได้

 

“ทั้งหมดเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ทีเอ็มบีเป็นมากกว่าธนาคาร เพราะเป็นทั้งที่ปรึกษา และเป็นผู้ให้บริการในเรื่องแพลตฟอร์มต่างๆ  ทั้งสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาเองหรือเป็นพันธมิตรกับรายอื่นๆ  เพื่อให้การทำงานของลูกค้ารายย่อย และ Sponsor มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ  และยังทำให้เอ็นพีแอลของลูกค้ากลุ่มนี้ต่ำกว่า 1 % ด้วย”

ที่สำคัญ ยังตรงกับหลักแนวคิด Get MORE with TMB เพื่อให้ลูกค้า “ได้มากกว่า”  ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนทีเอ็มบีด้วย


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer