10 ปี e-Wallet ยังไม่เกิด! แต่ทำไม “ปตท.” ถึงอยากทำ ?

ถึงจะมีในเมืองไทยมา 10 กว่าปีแล้ว แต่จนถึงวันนี้ต้องบอกว่า “e-Wallet” ก็ยังไม่เรียกได้เต็มปากว่าแจ้งเกิดสักที

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?

 

เหตุผลที่ทำให้ “e-Wallet” ไม่เกิด

กว่า 70% ของชาวไทยยังนิยมใช้เงินสดจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน เมื่อเทียบกับชาวจีนที่เหลือแค่ 25% เท่านั้น เป็นหนึ่งในข้อมูลที่ยืนยันให้เห็นชัดเจนว่า e-Walletยังไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่นัก (ที่มา : Priceza E-Commerce Awards 2017)

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ให้ความเห็นว่า จริงๆ แล้ว e-Walletควรจะเข้ามาแทนที่การซื้อสินค้าด้วยเงินสด เพราะว่าไม่ใช่เครดิตการ์ด และควรจะง่ายกว่าเงินสด ฉะนั้นร้านค้าที่จะสามารถใช้ e-Walletได้ ควรจะแพร่หลายได้มากกว่านี้

เพียงแต่ปัจจุบันร้านค้าที่ผู้เล่นในตลาดขยายยังมีอยู่เพียงหลักหมื่น ที่สำคัญยังกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพ ซึ่งผู้ใช้งานส่วนใหญ่คุ้นเคยอยู่บ้างแล้ว ไม่ได้กระจายออกไปยังต่างจังหวัดมากนัก

ซึ่งหากทำให้ผู้ใช้ต่างจังหวัดคุ้นเคยกับการใช้งาน e-Walletก็จะส่งผลให้ภาพรวมมีผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ด้วยส่วนใหญ่มีสมาร์ทโฟน ที่ถือเป็นปัจจับหลักที่จะทำให้ตัวเลขเติบโตกันหมดแล้ว

โจทย์หนึ่งที่เมื่อก่อน e-Walletจะพยายามจะทำคือการจ่ายบิลที่ง่ายและค่าธรรมเนียมที่ถูก แต่วันนี้ฝั่งธนาคารเองได้ลดค่าธรรมเนียมการจ่ายให้น้อยลง  จนถึงไม่มีเลยถ้าจ่ายผ่าน Mobile Banking จึงส่งผลกระทบต่อ e-Walletค่อนข้างมาก

ดังนั้นถ้าจะเข้ามาสู่ตลาดนี้ต้องวาง Positioning และ กลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน รวมไปถึงต้องชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่มากพอ จะชนะตัวเลือกอื่นๆ ในกระเป๋าเงินของผู้บริโภค ที่แม้จะให้มีเป้าหมายการจ่ายเงินเหมือนกัน แต่ผลที่ได้กลับไม่เหมือนกัน

e-Wallet

“PTT e-Wallet” ของ ปตท.

นี่จึงกลายเป็นช่องวางที่ปตท.” เลือกแก้จุดอ่อนของ e-Walletก่อนตัดสินใจกระโดดเข้ามาร่วมวง ภายใต้ชื่อ “PTT e-Wallet” ซึ่ง ณพงษ์ดิศวร์ วัชรเมธีวรนันท์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาสถานีบริการและระบบงานค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บอกว่า วางเป้าหมายให้สามารถใช้จ่ายได้ในสถานีบริการน้ำมัน และรีเทลที่อยู่ในเครือ

หลายคนอาจมองว่าจำนวนพื้นที่ใช้งานดูเฉพาะเจาะจงไปสักหน่อย แต่อย่าลืมว่าแต่ละวัน ปตท. มียอดทราฟฟิคเข้าใช้สถานนีบริการน้ำมัน 1,200,000 ราย/วัน ส่วนร้านคาเฟ่ อเมซอนมีทราฟฟิค 120,000 รายต่อวัน ถือเป็นจำนวนที่มองข้ามไม่ได้เลย

อย่างไรก็ตามถึงจะบอกว่าสามารถจ่ายได้สถานีบริการน้ำมัน หากความเป็นจริง PTT e-Walletยังไม่สามารถที่จะจ่ายในบริเวณหัวจ่ายได้ ด้วยข้อกฎหมายที่ยังไม่อนุญาติให้ใช้โทรศัพท์มือถือ

ปตท. จึงเลือกแก้ปัญหาด้วยการออกเป็นบัตรทดแทน พร้อมกับตั้งความหวังว่าสักวันจะสามารถจ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือโดยตรง เหมือนอย่างที่อเมริกาและโซนยุโรป อนุญาติให้ใช้ได้ ส่วนเมืองไทยถกกันมาเป็น 10 ปีแล้ว

 

จับมือกับ KBank เป็นรอบที่ 3

PTT e-Wallet ใช้เวลา 6 เดือนในการพัฒนาขึ้นมา โดยใช้ Know-how ของธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank ที่มีการทำแอป K PLUS เป็นต้นแบบ ซึ่ง PTT e-Walletมีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงไตรมาส 4

ถ้าถามว่า ปตท. จะสามารถพัฒนาขึ้นมาได้ไหม คำตอบคือทำได้ เพียงแต่จะต้องใช้ระยะเวลานานมาก ด้วย ปตท. ไม่ได้อยู่ในวงการนี้มาตั้งแต่แรก ก่อนหน้านี้ระบบ e-Wallet มีอยู่แล้วแต่ใช้เฉพาะในสำนักงานใหญ่ ถ้าจะออกไปข้างนอกต้องขออนุญาติอีกหลายขั้นตอน ซึ่ง ปตท. ต้องการความเร็วจึงเปิดประมูลหามืออาชีพเข้ามา จนออกมาเป็นธนาคารกสิกรไทย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ปตท. เลือกจับมือกับ KBank ในการพัฒนาบริการร่วมกัน เพราะก่อนหน้านี้เคยกับมือกันมาแล้ว 2 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกในการออกบัตรเครดิต Co-Branding ชื่อว่า PTT Blue Credit Card ปัจจุบันมีผู้ใช้อยู่ราว 50,000 ราย

ครั้งที่ 2 เมื่อปลายปี 2017 ในการทำระบบ QR Code ใช้ในสถานีบริการน้ำมัน และรีเทลที่อยู่ในเครือ โดยเริ่มใช้มาตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

และครั้งนี้คือครั้งที่ 3 โดยข้อตกลงระหว่างทั้งคู่ ไม่ได้ว่าจ้างด้วยเงิน แต่เป็นในลักษณะของการแลกเปลี่ยนข้อมูลของลูกค้า ฝั่งของ ปตท. จะเป็นข้อมูลของบลูการ์ดซึ่งเป็นบัตร CRM เปิดมาได้ 5 ปีแล้วมีฐานผู้ใช้แล้ว 3,000,000 ใบ ส่วน KBank มีฐานผู้ใช้ K PLUS จำนวน 8,400,000 ราย

ข้อมูลที่ได้มาจะทำให้ทั้ง ปตท. และ KBank สามารถนำไปต่อยอดทางการการตลอดต่อได้ ซึ่งในระยะแรกมีสัญญา 3 ปี ในระหว่างนี้ ปตท. ก็จะเรียนรู้พร้อมกับต่อยอด หลังครบสัญญาถ้าพร้อมก็จะดึงมาทำเอง แต่ถ้ายังไม่พร้อมก็มีแนวโน้มที่จะต่อสัญญาไปอีก

e-Wallet

รื้อแผนสร้างปั๊มเติมเอง

ทั้งนี้ ปตท. เองก็รู้จุดอ่อนของ e-Walletเป็นอย่างดี ดังนั้นในระยะแรกจึงวางแผนทำโปรโมชั่น เพื่อดึงดูดการใช้งาน โดยจะนำคะแนนบลูการ์ดมาเป็นจุดหลัก ด้วยเข้าใจพฤติกรรมของคนไทยที่ชอบสะสมคะแนน

ช่วง 1-2 เดือนแรกอาจจะยังไม่เห็นจำนวนผู้ที่งานที่มากนัก แต่ในช่วง 6 เดือนก็คาดว่าจะมีผู้ใช้งานประมาณ 20,000 – 30,000 ราย รวมไปถึงได้ตั้งเป้าในช่วง 3 เดือนแรกตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนการใช้ Cashless เป็น 30% และเพิ่มเป็น 40% ภายใน 2 ปี จากทั้ง QR Code และ PTT e-Wallet”

ในขณะเดียวกันการเกิดขึ้นของ PTT e-Walletยังทำให้ ปตท. วางแผนที่จะปัดฝุ่นปั๊มน้ำมันแบบเดิมเอง โดยที่ไม่มีพนักงานอยู่เลย เพราะแม้ว่าจะทดลงมา 6-7 ปี ในสาขาที่ตั้งอยู่บนถนนถนนศรีนครินทร์ หากยังไม่ประสบผลสำเร็จสักที เพราะคนไทยมีพฤติกรรมไม่ยอมลงจากรถ

และการมี e-Walletช่วยให้การชำระเงินเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น  และส่วนหนึ่งด้วยพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการทำลองและทำอะไรด้วยตนเอง ซึ่งการเติมน้ำมันก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer