Taobao กับ Tmall ต่างกันอย่างไร และสินค้าของเราควรลงที่ไหนดี ? : อิทธิชัย อรรถกระวีสุนทร

เป็นคำถามหนึ่งที่พบกันบ่อยมาก วันนี้จึงอยากสรุปความแตกต่างระหว่างสองเว็บไซต์ทางด้าน E-Commerce ชื่อดังของจีนว่าแตกต่างกันอย่างไรบ้าง แล้วผู้ประกอบการไทยควรจะใช้อันไหนจึงจะเหมาะสมกับสินค้าของเรามากที่สุด

แต่ก่อนอื่นมารู้จักข้อมูลเบื้องต้นของทั้งสองเว็บไซต์กันก่อน เพราะอันที่จริงแล้ว ทั้งสองเว็บต่างก็อยู่ในเครือของ Alibaba ด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่มีการดำเนินงานกันอย่างเป็นอิสระและมีรูปแบบการใช้งานและจับกลุ่มผู้ใช้ที่แตกต่างกันไป

Taobao ก่อตั้งขึ้นในปี 2003 ปัจจุบันเป็นเว็บซื้อขายออนไลน์แบบ C2C ใหญ่ที่สุดของจีน

Tmall แยกออกมาจาก Taobao แล้วในปี 2012 ก็เปลี่ยนชื่อเป็น Tmall เป็นเว็บซื้อขายออนไลน์แบบ B2C ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน

สำหรับการสมัครเพื่อใช้งานนั้น เนื่องจากทั้ง Taobao และ Tmall เป็นเว็บในเครือ Alibaba ดังนั้นขอเพียงสมัคร Account ที่เกี่ยวข้องในเครือ Alibaba ก็สามารถใช้งานด้วยกันได้แล้ว เช่น ถ้าสมัครไว้ใน Taobao เราก็สามารถเข้าไปซื้อสินค้าและรับข่าวสารใน Tmall ได้เช่นกัน นี่จึงเป็นความสะดวกอีกแบบหนึ่ง

คราวนี้มาดูความแตกต่างระหว่าง Taobao และ Tmall กันบ้าง

 

1.รูปแบบการซื้อขายแตกต่างกัน

Tmall เป็นเว็บซื้อขายออนไลน์แบบผสม เน้นการซื้อขายในเว็บ Tmall เป็นประเภท B2C ซึ่งก็คือเป็นการขายระหว่างเจ้าของแบรนด์และผู้บริโภค ทำให้ร้านค้าใน Tmall ส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้าแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งให้ผู้บริโภคซื้อขายสินค้าผ่านทางร้าน

Taobao เป็นเว็บซื้อขายสินค้าออนไลน์แบบปลีกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียปแซิฟิก ซึ่งปัจจุบันร้านค้าส่วนใหญ่ใน Taobao จะเป็นร้านค้าปลีกส่วนบุคคล กิจการท้องถิ่น ร้านค้าเล็กๆ ไปจนถึงแบรนด์ท้องถิ่นที่ยังไม่มีชื่อเสียงหรือเป็นการทดลองขายสินค้ามือสอง และสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งจะมีรูปแบบคือเป็นการซื้อขายในลักษณะ C2C หมายถึงให้ผู้บริโภคซื้อขายกับผู้บริโภคได้นั่นเอง

 

2.คุณภาพของสินค้า

เป็นผลมาจากลักษณะของการการตั้งร้านค้าที่แตกต่างกัน

เนื่องจากการตั้งร้านใน Tmall ถูกกำหนดว่าจะต้องเป็นสินค้าที่มีแบรนด์ มียี่ห้อ เป็นสินค้าของแท้เท่านั้น ทำให้ร้านค้าส่วนใหญ่ใน Tmall เป็นกลุ่มแบรนด์ชั้นนำและแบรนด์หรูต่างๆ ข้อดีคือสามารถรับประกันเรื่องคุณภาพของสินค้าว่ามีมาตรฐานได้ระดับหนึ่ง

สำหรับร้านค้าใน Taobao จะไม่ค่อยกำหนดเงื่อนไขการตั้งร้านค้า เพราะเป็นแหล่งที่ใครๆก็สามารถตั้งร้านขายของได้ จึงยากจะควบคุมคุณภาพสินค้า แต่ข้อเด่นก็คือ Taobao เป็นช่องทางที่ถือว่าเป็นโอกาสสำหรับผู้ค้าปลีกท้องถิ่นที่จะได้นำสินค้าออกไปขายในจีน สินค้ามีราคาถูก สำหรับการตรวจสอบคุณภาพสินค้าต้องอาศัยประสบการณ์ผู้ซื้อพอสมควร

 

3.เงื่อนไขตั้งร้านค้าไม่เหมือนกัน

ร้านค้าใน Tmall มีทั้งหมดสามประเภท คือ ร้านค้าแบรนด์ชั้นนำ ร้านค้าตัวแทน และตัวแทนจำหน่ายหรือร้านค้าแฟรนไชส์ ดังนั้นการตั้งร้านค้าใน Tmall จึงต้องมีการจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจึงจะสามารถตั้งร้านขึ้นมาได้

แต่ทางด้าน Taobao ไม่มีข้อกำหนดในการตั้งร้าน เงื่อนไขที่ต้องมีคือ เราต้องมีการสมัคร Account ของ Taobao, Alipay, E-Banking เอาไว้ อย่างใดอย่างหนึ่ง

จากนั้นเมื่อผ่านการตรวจสอบของทาง Taobao ก็จะสามารถอัพโหลดรูปสินค้า ขึ้นเป็นหน้าร้านของเราใน Taobao ได้อย่างง่ายๆ

 

4.การวางเงินประกัน

นี่เป็นเรื่องของการลงทุน ซึ่งบรรดาแบรนด์ชั้นนำใน Tmall จะต้องวางเงินประกันเป็นอย่างน้อยราว 50,000-100,000 หยวน ส่วนร้านค้าแฟรนไชส์จะต้องวางเงินประกัน 100,000-150,000 หยวน สำหรับร้านค้าบางประเภทจะต้องวางเงินประกันตั้งแต่ 10,000 หยวนขึ้นไป

ส่วน Taobao ต้องวางเงินประกันอย่างน้อย 300 หยวน และไม่เกิน 2000 หยวน

โดยสรุปแล้ว การตั้งร้านค้าใน Tmall 0tต้องวางเงินประกันสูงกว่าของ Taobao

 

5.ค่าใช้จ่ายอื่นๆต่อปี

Tmall ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี แบ่งเป็นสองระดับคือ 30,000 และ 60,000 หยวน เก็บหนึ่งครั้งต่อปี หากเป็นไปตามเงื่อนไขการคืนเงิน ก็สามารถได้รับเงินคืนในอัตรา 50% และ 100%

แต่ด้าน Taobao จัไม่มีการเก็บค่าบริการรายปี การเปิดร้านจึงมีค่าใช้จ่ายแค่ส่วนของการวางเงินประกันเท่านั้น

 

โดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่า การเปิดร้านบน Tmall มีเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายสูงกว่า รวมถึงมีค่าใช้จ่ายต่อปีที่ต้องจ่ายทุกปีด้วย เนื่องจากเป้าหมายหลักคือเป็นช่องทางให้แบรนด์ชั้นนำใช้งาน แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้สินค้าบนนี้รับประกันคุณภาพมากกว่า

ส่วนทางฝั่ง Taobao ออกแบบมาสำหรับผู้ค้าปลีกรายย่อยไปจนถึงตลาดสินค้ามือสอง สินค้าไม่ต้องมีแบรนด์ก็ได้ เหมาะสำหรับผู้ที่จะทดลองตลาดหรือสินค้าของตนเอง แต่ก็ไม่สามารถรับประกันสินค้าได้เท่าไรนัก

อยู่ที่ผู้ประกอบการไทยว่า จะใช้แบบไหน ขึ้นอยู่กับสินค้าของเราด้วยครับ


TheColumnist-China-1

อิทธิชัย อรรถกระวีสุนทร

ผู้ก่อตั้ง บริษัท เลเวลอัพ โฮลดิ้ง จำกัด ที่ปรึกษาด้านการตลาดจีน

เจ้าของเพจ Level Up Thailand และ Level Up China, และ เว็ปไซต์ https://www.levelupthailand.com/ความรู้การตลาดออนไลน์จีน

Speaker และ ผู้เขียนหนังสือ “บุกตลาดจีนด้วยโซเชียลมีเดีย”


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer