“บิงซู” เกล็ดหิมะ ครองเมือง

หนึ่งใน “ของหวาน” ทีแรกๆ หลายคนมองว่าเป็นแค่กระแสฮิตเป็นพักๆ เดี่ยวก็โบกมือ บ๊าย..บาย จากไปอย่าง “บิงซู” กำลังกลายเป็นธุรกิจหอมๆ มีร้านใหม่เปิดขึ้นอย่างมากมาย

ไมใช่แค่นั้นร้านอาหารชื่อดัง รวมไปถึงร้านที่ในอดีตขายแต่ของหวานประเภทอื่นๆ อย่าง ไอศกครีม, เค้ก, หรือร้านกาแฟ ต่างคลอดเมนู “บิงซู” เข้ามาเรียกลูกค้า

ทำไม “บิงซู” ถึงฟีเวอร์ ? ก็ต้องบอกว่าอันดับแรกสุดนั้นคือกระแสเกาหลีที่คนไทย In Love มานานจากการเผยผ่านสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะซีรีย์เกาหลีที่เป็นความนิยมอันดับ 1 ที่คนไทยซึมซับ

After you ผู้ทำให้ใครๆ พูดถึง “บิงซู”

ถึงในช่วงแรกๆ จะมีร้าน “บิงซู” เปิดขึ้นมามากพอสมควร แต่ผู้ที่ทำให้กระแส “บิงซู” เริ่มเป็นที่รู้จักในระดับ Mass นั้นคือร้าน After you

แม้ After you จะเรียกเมนูนี้ว่า “คากิโกริ” เพราะต้นตำรับสูตรคือน้ำแข็งใส่มาจากต้นตำรับญี่ปุ่น แต่ลูกค้าส่วนใหญ่เวลาไปร้าน After you มักจะเรียก “บิงซู” มากกว่า “คากิโกริ”

แล้ว บิงซู กับ“คากิโกริ”ต่างกันยังไง ?

เหมือนกันอย่างกับฝาแฝดเพราะ 2 ถ้วยต่างมีน้ำแข็งเป็นส่วนประกอบหลัก รูปร่างหน้าตาแทบไม่ต่างกันเลย จะต่างก็แค่วัตถุดิบๆ ที่ใส่ลงไปเล็กๆ น้อยๆ

แล้วรสชาตินี้แหละ! ที่ทำให้ “บิงซู” ของ After you เริ่มเป็นที่รู้จักจากกระแสรีวิวนักชิมในโลกออนไลน์แม้ช่วงแรกๆ จะขายราคาถ้วยละ 200 บาทอัพก็ตามที 

หากวงการสื่อ Content is the King ในวงการอาหารและของหวาน “รสชาติ” ก็คือ “พระราชา” เช่นกัน เพราะ “บิงซู”ของ After you ถึงจะราคาแพงแต่ก็ขายดิบขายดีอย่างต่อเนื่อง

Swensen 330 สาขา

“บิงซู” กระจายทั่วประเทศ

แล้วเมื่อ Swensen เห็น After you  ขายดี จากแต่เดิมขายไอศกรีมเป็นสินค้าหลักมียอดขายแต่ละปีเกือบๆ 4,000 ล้านบาทก็เลือกจะขอขาย “บิงซู” เหมือนกัน

ความน่าสนใจมาอยู่ตรงที่ Swensen มี 330 สาขาทั่วประเทศเมื่อเลือกจะขาย “บิงซู” ย่อมทำให้คนทั่วประเทศรู้จักเมนูนี้ได้มากกว่า  After you ที่มีแค่ 27 สาขาแล้วส่วนใหญ่อยู่แต่ในพื้นที่กรุงเทพ

แน่นอนกระแส “บิงซู” ขยายเป็นวงกว้างมากกว่าเดิม จนคนไทยรู้จัก “บิงซู” กันทั่วประเทศ จากการที่ Swensen มีเมนูนี้ขายพร้อมกับโฆษณาผ่านสื่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ 

สิ่งที่ตามมาคือจากแต่เดิมมีร้าน “บิงซู” อยู่แล้ว ก็เกิดร้าน “บิงซู” ธุรกิจ SME รายเล็กๆ ต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย

เพราะนี้คือธุรกิจที่ใช้เงินทุนน้อยแค่ 30,000 – 50,000 บาท แถมยังกำไรดีงาม สูตรการทำก็แสนง่าย

และหากใครอยากลงทุนแล้วทำไม่เป็น ก็จะมีคอร์สการเรียนการสอนที่เปิดกันมากมายทั้งแบบ “เรียนฟรี” แล้ว “มีค่าใช้จ่าย”

โดยร้าน “บิงซู” เล็กๆ เหล่านี้จะเลือกโลเคชั่นไว้อย่าง หน้าโรงเรียน,หน้ามหาวิทยาลัย, ตลาดนัด,ย่านสำนักงานและแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ

ที่สำคัญร้านเล็กๆ เหล่านี้หาช่องวางจากร้านใหญ่ๆ อย่างเช่น Swensen และ After you ที่มีราคาขาย “บิงซู” ถ้วยเล็กสุด ณ เวลานี้คือเริ่มต้นที่ 100 บาทอัพจนไปถึงถ้วยละ 300 กว่าบาท

แต่ร้านเล็กๆ เลือกจะขายในราคา 30 – 100 บาท แถมยังสามารถเดินทานได้  

ถึงจะยังไม่มีใครประเมินมูลค่าตลาด “บิงซู” ในบ้านเราว่าตลาดนี้มีมูลค่าเท่าไร ? แต่สามารถแยกออกมาได้ 3 Segment หลักๆ ณ เวลานี้

ธุรกิจ บิงซู

ถ้วยนี้ แข่งกันที่อะไร

แล้วร้าน “บิงซู” แข่งกันในเรื่องอะไรบ้าง หากมองรวมๆ จะมีไม่กี่อย่าง อันดับแรกสุดนั้นคือ รสชาติ ที่ต้องอร่อยจนเกิดการบอกต่อ “ทำเล” ต้องตรงกับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น, โปรโมชั่นที่ต้องดึงดูด.และความคิดสร้างสรรค์ในการแต่งหน้าและครีเอทรสชาติใหม่ๆ

มาถึงตรงนี้…ใครจะเชื่อว่าน้ำแข็งใสโบราณอย่าง “บิงซู” ที่ในประวัติศาสตร์ เป็นของหวานมีกินเฉพาะในกลุ่มคนรวยและขุนนางในประเทศเกาหลี จะฮิตทั่วเอเซียมาถึงประเทศไทย

เพราะจริงๆแล้วหากมองแค่พื้นฐานของสินค้า “บิงซู” ก็คือ “น้ำแข็งไส” ในบ้านเราที่ขายกันถ้วยละ 10 – 20 บาท แค่ทำให้ “เกล็ดน้ำแข็งเนื้อละเอียดนุ่มขึ้น” ใส่วัตถุดิบที่ Premium พร้อมกับหยอดไอเดียการตกแต่งให้สวยงามน่าทาน

จากถ้วยละ 10 -20 บาทอัพเกรดมาขายกันถ้วยละ 100 บาทอัพได้อย่างสบายๆ


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer