ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)  คือตัวอย่างหนึ่งที่ดีของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่สามารถก้าวข้ามปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ จนประสบความสำเร็จอย่างมาก ไม่ต่างจากผู้ชาย  

เนื่องจากเธอก็เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา ๆ เท่านั้น 

“แต๋มเป็นคนธรรมดามาก ไม่ได้มาจากครอบครัวที่มี background ทางด้านธุรกิจ คุณพ่อเป็นข้าราชการ นามสกุลก็ไม่มีคนรู้จัก เรียนหนังสือก็ไม่เก่ง ไม่ได้จบมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน  สถาบันเอ็มไอที สแตนฟอร์ด หรือฮาร์วาร์ด แต่จบปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยในเมืองไทย คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เอกจิตวิทยา”

(หลังจากนั้นได้มีโอกาสไปต่อปริญญาโทบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน และการบัญชีต่างประเทศ มหาวิทยาลัย Northrop มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา)

 

แต่ประเด็นที่ไม่ธรรมดาคือ

เธอเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่คนแรกของของ IBM ประเทศไทย ในวัยเพียง 38 ปี ซึ่งถือเป็นซีอีโอที่อายุน้อยที่สุด 

เป็นคนเอเชียคนแรกที่ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักงานใหญ่ IBM นิวยอร์ก สหรัฐฯ 

เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ที่เป็นผู้หญิงคนแรก  ผู้สามารถพลิกฟื้นบริษัทไทยคมให้กลับมามีกำไรได้ตั้งแต่ไตรมาสแรก หลังจากบริษัทขาดทุนติดต่อกัน 5 ปี

ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) และเป็นผู้บริหารคนแรกนอกตระกูลขององค์กร 74 ปี ที่เข้ามารับตำแหน่งนี้  

นอกจากเป็นผู้หญิง และเป็นคนแรก ๆ ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารในระดับสูงสุดแล้ว ยังเป็นการบริหารธุรกิจที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เธอทำได้อย่างไร

การเป็นคนเเรก ๆ ในหลายบทบาทของการทำงานนั้นไม่สำคัญเท่า ได้ทิ้งวิธีคิดเเละวิธีการทำงานที่ดีไว้ให้คนรุ่นหลังหรือไม่ 

เธอบอกว่าอย่างเเรกเลย  ต้องข้ามผ่านความกลัว หลายช่วงในชีวิตเธอยอมรับว่ามีความกลัว มีความหวาดวิตกกังวลเหมือนกัน เช่น

เมื่อครั้งอยู่ในบริษัท IBM บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ของโลก ตำแหน่งของเธอต้องเป็นผู้กำหนดนโยบายขององค์กร เป็นผู้นำที่มีทีมงานเป็นวิศวกรชาวต่างชาติเกือบทั้งหมด หรือแม้กระทั่งไปอยู่ที่บริษัทไทยคมก็ต้องทำงานกับวิศวกรล้วน ๆ 

เข้าไปประชุมวันแรกที่ไทยคมในห้องมีแต่วิศวกรทั้งหมด เลยเหมือนไปนั่งฟังมนุษย์ต่างดาวคุยกันด้วยภาษาที่ไม่เข้าใจอะไรเลย  กลับมาต้องรีบหาคนมาช่วยสอนวิชา Satellite 101 เริ่มทำความเข้าใจอย่างละเอียดตั้งแต่ดาวเทียมคืออะไร

แต่เธอมีความเชื่อที่ว่า คนเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง 100% แล้วค่อยลงมือทำ แต่ต้องลงมือทำเต็ม 100% ในสิ่งที่เรารู้

“เพราะฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องรู้มากกว่าใคร ลูกน้องเก่งกว่า ให้เขาเก่งไป เรามีลูกน้องที่เก่งกว่าคิดอะไรที่แตกต่างไปจากเรายิ่งดี เพราะถ้าลูกน้องคิดเหมือนเรา และทำเหมือนเราจะไม่มีพลังในการเดินไปข้างหน้า แต่เราจะพยายามหาเสมอว่า ทีมงานของเราขาดอะไร และเรามีอะไรที่เป็นข้อดี เป็นจุดแข็งที่ช่วยไปเสริมเขาได้ ภายใต้การเคารพซึ่งกันและกัน”

ส่วนความคิดที่หลายคนอาจจะมองว่ายังเด็ก แล้วยังเป็นผู้หญิงด้วยจะมาเป็นผู้นำของทีมได้อย่างไรนั้น

ศุภจีได้ใช้กลยุทธ์ของ “win small but win often” คือวางเป้าหมายใหญ่ในระยะยาวไว้ แต่ต้องซอยเป้าให้เล็กลง และทำเป้าเล็กให้สำเร็จก่อน เพื่อเป็นการเริ่มสร้างความมั่นใจให้กับพนักงาน ค่อย ๆ ทำไปทีละสเต็ป พนักงานก็จะค่อย ๆ เพิ่มความไว้ใจให้ความร่วมมือจนกระทั่งบรรลุเป้าหมายใหญ่ที่วางไว้   

อิทธิบาท 4 หลักธรรมะที่ช่วยในการทำงาน

อย่าบล็อกตัวเอง ว่าตัวเองไม่เก่ง ทุกอย่างอยู่ที่ใจ เธอยึดหลักอิทธิบาท 4 มาช่วยในการทำงานคือ ฉันทะ คือ ความรักงาน พอใจมั่นใจกับงานที่ทำ   2. วิริยะ คือความขยัน ตั้งใจ 3. จิตตะ คือ ความเอาใจใส่รับผิดชอบงาน  4. วิมังสา คือการพินิจพิเคราะห์ ใช้ปัญญาในการทำงาน

เริ่มจากจุดที่ 1 ถ้าคุณมีฉันทะ มีความมั่นใจ เชื่อว่าตัวเองทำได้  ก็ชนะไปเกินครึ่งแล้ว ที่เหลือเราก็ต้องหาเทคนิคหรือตัวช่วยอื่น ๆ มาเสริม

อย่างตัวแต๋มเองไม่ใช่วิศวกรก็ต้องหาตัวช่วย หาทีม สร้างทีม หรือว่าพัฒนาในบางเรื่องด้วยตัวเอง เช่น on the job training, job rotation หรือว่าไปทำ professional training ต่าง ๆ นานา”

มองเป้าใหญ่ เพื่อประเทศ คือแรงจูงใจที่ทำให้ก้าวผ่านทุกอุปสรรค

ในบริษัท IBM มีพนักงานอยู่ 300,000 กว่าคน  การได้เข้าไปอยู่ในจุดที่เป็นผู้กำหนดนโยบายให้กับบริษัทต่างชาติที่ใหญ่ระดับโลกแห่งนี้  เป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับคนไทยอย่างมาก 

“ก็มานั่งมองต่อไปว่า เอ๊ะ! แล้วก้าวต่อไปของเราล่ะ การเป็นผู้นำผู้หญิงคนเดียวที่มีลูกน้องเป็นคนต่างชาติทั้งหมด เป็นเพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าสามารถนำเอาบริษัทคนไทยทั้งบริษัทออกไปให้คนต่างชาติได้เห็นถึงศักยภาพที่ดีได้ ก็น่าจะเป็น impact อีกระดับหนึ่ง

เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลาออกจากบริษัทที่เลี้ยงดูมาอย่างดี แล้วมีโอกาสเอาบริษัทไทย ไทยคม ออกไปข้างนอกให้คนรู้ว่าเป็น The best Asia pacific satellite provider  

จากการสร้างชื่อเสียงของคนไทยให้ต่างชาติรู้จัก ทำบริษัทไทยให้ต่างชาติยอมรับ วันนี้ Next Step ของเธอคือ กำลังนำเอาความเป็นไทยทั้งประเทศออกไปให้คนต่างชาติได้รับรู้ และสร้างความประทับใจทั่วโลก ผ่านชื่อเสียงและการบริการของโรงแรมในเครือดุสิตธานี

“อย่างเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เราได้ไปประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นตัวแทนในการทำให้ซาอุฯ ได้รู้ว่า Thai Hospitality เป็นอย่างไร คือแต๋มต้องการจะสร้าง Impact ไปเรื่อย ๆ”

ศุภจียังมีความคิดว่าการได้เอาประสบการณ์ที่มีไปเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้บริหารองค์กรใหญ่นั้น ๆ น่าจะมีประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมาก

“เคยได้ยินไหมคะเวลาคนเกษียณอายุแล้วจะชอบปลูกต้นไม้ ทำสวน แต๋มก็ชอบ แต่แต๋มชอบปลูกต้นคน ไม่ได้ปลูกต้นไม้ เพราะเเต๋มจะเป็น Coach เป็นกรรมการที่ปรึกษาให้กับบริษัทหลายบริษัท มันเหมือนเป็นการปลูกต้นไม้ทีเดียวหลาย ๆ ต้น อยู่ต้นดุสิตต้นเดียวก็ได้แค่นี้ แต่ถ้าเราสามารถที่จะใช้พลังที่เรามีไปปลูกได้หลาย ๆ ต้น เราก็ต้องมีบทบาทอื่น ๆ ด้วย”

เป็น Passion ที่แรงกล้าอย่างหนึ่งคือต้องการที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ 

“เพราะฉะนั้นถ้าจะถามว่า อะไรคือ Passion ของตัวเอง ก็คือทำให้มีประโยชน์สูงที่สุดค่ะ แต่ไม่รู้จะตอบแบบอื่นให้มันสวยน้อยกว่านี้ยังไงนะคะ คงต้องไปหาคำพูดที่มันถ่อมตัวกว่านี้หน่อย (หัวเราะ) ว่าความตั้งใจจริง ๆ ก็คืออยากให้เรามี Impact”

งานก็ต้องทำครอบครัวก็ต้องดูแล เคล็ดลับที่ทำให้ 2 ส่วนนี้ เกิดความสมดุลก็คือ การวางแผนไว้ล่วงหน้า พร้อม ๆ กับการมีสติ ปัญญา และสมาธิ บางคนอาจจะมีปัญญา มีความสามารถ แต่ถ้าไม่มีสติ  ก็จะไม่รู้ว่าตอนนี้บทบาทของตัวเองควรทำอะไร เป็นภรรยา เป็นแม่ เป็นนาย หรือลูกน้อง  การบริหาร 2 ส่วนนี้ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ

“จะให้เขาเป็นคนร่วมตัดสินใจกับเราด้วย แม่จะไปเป็น CEO ของไทยคม  what do you think?  เพราะฉะนั้นอย่างแรกคือไม่มีใครประหลาดใจ แล้วก็เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์มากที่สุด”

 เมื่อสัญญากับลูกว่าถ้ากลับไปทำงานเมืองไทยจะบินกลับมาหาลูกที่สิงคโปร์ทุกอาทิตย์ 

ดังนั้นทุกวันศุกร์เธอจะบินจากไทยไปสิงคโปร์ หรือบินจากประเทศอื่น ๆ ที่ต้องเดินทางไปประชุม แล้วทุกวันอาทิตย์ก็จะบินกลับไปเมืองไทย ทำอยู่อย่างนี้ตลอดระยะเวลา 2 ปี เพื่อให้ลูกเห็นว่า เเม่ทำได้ เเม้จะมีงานที่มากมายเเค่ไหนก็ตาม

สรุปวิธีคิด 3 เรื่องหลัก ตลอด 30 ปีของการทำงาน

ปัจจุบันศุภจีอายุ 56 ปี เธอได้สรุปวิธีคิดตลอดระยะเวลาทำงานประมาณ 30 ปีออกมาเป็น 3 เรื่องหลักคือ

1. ต้องหาจุดร่วมและมีเป้าหมายเดียวกันไม่ว่าจะทำงานกับใครในระดับไหน

2. ต้องรู้เขา รู้เรา ต้องรู้ว่า ลูกค้าเราเป็นใคร ต้องการอะไร อย่าดูแค่ตัวเอง ต้องดูทั้งธุรกิจ ดูความต้องการของตลาด ดูในเรื่องของจุดแข็งของคนอื่น ดูในเรื่องของธุรกิจอื่น ๆ ที่จะมาเสริม อย่าลืมว่าในโลกอนาคตธุรกิจไม่ได้อยู่ได้เพราะตัวเองอย่างเดียว แต่สามารถเชื่อมโยงกับธุรกิจอื่น ๆ ได้หมด

3. ต้องรู้จังหวะ ว่าเมื่อไหร่ควรเร่ง ควรผ่อน ควรหนัก ควรเบา เมื่อไหร่ควรเดินหน้า ถอยหลัง เพราะการทำธุรกิจไม่ใช่ว่าเดินหน้าทุกครั้งแล้วจะชนะตลอด บางครั้งเราอาจต้องถอยหลังหรือเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

4. ต้องมีความมุ่งมั่น ต้องมั่นใจ ต้องหา Passion ของตนเองให้เจอว่าคืออะไร และต้องมีวินัย เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้

 ————–

บทสัมภาษณ์นี้ บางส่วนมาจากเวทีเสวนา Women Empowerment “พลังหญิง” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืน ที่จัดโดย SCG



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน