กว่า 20 ปีที่จีนได้กลายมาเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรือง โลกยุคใหม่วิ่งเข้าหาประเทศมหาอำนาจที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน สี จิ้นผิง ประกาศจุดยืนแรกว่าจีนจะเป็น World Factory ที่ไม่ว่าบริษัทสัญชาติอะไรก็สามารถมาจ้างให้จีนผลิตสินค้าให้ได้

จีนใช้วิธีผสมผสานการใช้อำนาจควบคุมและการปฏิวัติเทคโนโลยีได้นำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง จึงไม่น่าแปลกใจว่าจีนในวันนี้ จะมีส่วนในการผลักดัน GDP กว่า 1 ใน 4 ของโลก อย่างไรก็ดี หลังการระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2019 เศรษฐกิจของจีนตกอยู่ในภาวะอันตรายอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดี สี จิ้นผิงประกาศใช้ยาแรงด้วยการดันแคมเปญ Zero-Covid เพื่อป้องปราบไม่ให้ประเทศจีนมีผู้ติดเชื้อโควิดแม้แต่คนเดียว

โดยเฉพาะการบังคับใช้กับเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น ซึ่งเป็นเมืองท่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญเป็นอันดับ 1 และ 2 ของจีน ยิ่งทำให้เศรษฐกิจจีนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามีอาการทรุดลงอย่างหนัก ความคิดที่ไม่เหมือนประเทศใดในโลกของ สี จิ้นผิง กำลังจะนำพารัฐนาวาใหญ่อย่างจีนไปสู่สถานการณ์ที่ยากจะคาดเดา และดูเหมือนว่าเรือลำนี้กำลังจะมุ่งสู่หายนะในอนาคตอันใกล้

แต่ถ้าไปแค่จีนคงจะไม่กระทบใคร แต่ที่นี่คือ จีน ประเทศที่มีสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและทรัพยากรเกี่ยวพันกับทุกประเทศทั่วโลก และนี่อาจจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดหากพี่ใหญ่อย่างจีนต้องล้มลงไป

การปกครองของจีนที่ผ่านมา

ในวันที่ 1 ตุลาคม 1949 เหมา เจ๋อ ตง หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือ Chinese Communist Party ประกาศสถาปนาประเทศจีนเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลจีนในขณะนั้นได้รับความนิยมอย่างสูงโดยเฉพาะในหมู่เกษตรกร ด้วยโครงการปฏิรูปที่ดินที่ได้มีการปฏิวัติและยึดที่ดินคืนจากบรรดาเจ้าของที่ดินกว่า 2 ล้านรายที่ครอบครองพื้นที่เป็นจำนวนมาก 

ประเทศจีนได้มีการพัฒนาระบบอุตสาหกรรมแบบไม่พึ่งพาชาติอื่นและยังได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เป็นของตนเองอีกด้วย ในขณะที่ความเจริญก้าวหน้าพัฒนาไปพร้อม ๆ กับการเติบโตทางด้านประชากร โดยในปี 1950 จีนมีประชากร 550 ล้านคน แต่ไม่ถึง 30 ปีจีนมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 900 ล้านคน

และแล้วการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจที่สำคัญก็มาถึง  เมื่อแนวความคิดในอุดมคติของบรรดาผู้นำจีนถูกนำมาใช้ผ่านโครงการปฏิรูปครั้งใหญ่ ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตของประชาชนที่ต่อต้านลัทธิของ เหมา เจ๋อตง กว่า 55 ล้านคน ในช่วงปี 1959-1961 ซึ่งส่วนใหญ่เสียชีวิตจากความอดอยากแร้นแค้น

เศรษฐกิจของจีน

ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศในปี พ.ศ. 2492 จนถึงปลาย พ.ศ. 2521 จีนใช้ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลางเหมือนสหภาพโซเวียต ไม่มีภาคเอกชนหรือระบอบทุนนิยม  เหมา เจ๋อตง เริ่มใช้นโยบายแบบก้าวกระโดด โดยการเปลี่ยนประเทศจากประเทศเกษตรกรรมไปเป็นปะเทศอุตสาหกรรมเต็มตัว เพื่อผลักดันประเทศให้กลายเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ที่ทันสมัยและก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม 

แต่นโยบายนี้กลับถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวทั้งทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรม หลังจากที่เหมาเสียชีวิตและสิ้นสุดการปฏิวัติทางวัฒนธรรม เติ้ง เสี่ยวผิง และผู้นำจีนรุ่นใหม่ได้เริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจและใช้ระบอบเศรษฐกิจแบบผสม

ตั้งแต่เริ่มมีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในปี 2521 จีน ใช้การลงทุนและการส่งออกเป็นตัวนำเศรษฐกิจ และหลังการเปิดเสรีทางการค้าจีนมีขนาดเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นกว่าเดิมถึง 70 เท่า และกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุด  ปัจจุบันจีนมี GDP สูงเป็นอันดับ 2 ของโลกที่ 30 ล้านล้านหยวน (13,400,000 ล้านดอลลาร์) 

และหากวัดด้วยความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ จีนจะมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นที่สองรองจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น นอกจากนี้ จีนยังเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) และเป็นประเทศที่มีมูลค่าทางการค้าสูงเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา ด้วยมูลค่าการค้าระหว่างประเทศ 6,050,000 ล้านดอลลาร์ มูลค่าการส่งออก 3,370,000 ล้านดอลลาร์ (อันดับ 2 ของโลก) มูลค่าการนำเข้า 2,580,000 ล้านดอลลาร์ (อันดับ 2 ของโลก) 

จีนยังเป็นประเทศที่มีมูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก อยู่ที่ประมาณ 3,400,000 ล้านดอลลาร์ และเป็นหนึ่งในประเทศยอดนิยมของการลงทุนจากต่างชาติ โดยสามารถดึงเงินลงทุนได้มากถึงกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ประเทศจีนยังเป็นผู้ผลิตหมายเลข 1 ของโลกนับแต่ปี 2010 แซงหน้าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหมายเลข 1 ของโลกมา 200 ปี โดยเฉพาะชิ้นส่วนของสินค้าประเภทเทคโนโลยี เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนรถยนต์ 

เมื่อเศรษฐกิจจีนอยู่ในมือ สี จิ้นผิง

2 เดือนหลังการล็อกดาวน์ครั้งใหญ่ในเซี่ยงไฮ้ มาตรการที่เข้มงวดต่าง ๆ ก็ค่อยผ่อนคลายลง แต่ผลลัพธ์ของแคมเปญ Zero-Covid ของจีนก็ยังอยู่มีเกณฑ์ที่น่าผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ที่เพิ่มขึ้นและลุกลามไประบาดที่ปักกิ่ง และเทียนจิน ผู้คนกว่า 200 ล้านคนต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวด เศรษฐกิจภายในประเทศนับวันก็ยิ่งแย่ลงไปเรื่อย ๆ

มีรายงานว่าตัวเลขยอดค้าปลีกภายในประเทศของจีนในเดือนเมษายน ตกลง 11% ซึ่งต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยตัวชี้วัดที่นักวิเคราะห์นำมาประเมินร่วมกันในการดูทิศทางการบริโภคภายในประเทศคือ ยอดขายของร้านเชนไก่ทอดชื่อดังอย่าง KFC ยอดการออกรถใหม่ และยอดจำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องประดับหรูหราอย่าง Cartier ซึ่งทั้งหมด ‘ลดลง’ 

ถ้านับกันแบบเต็มปี ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนก็ยังดูดีกว่า อเมริกา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990 ซึ่งต้องย้อนไปตั้งแต่เหตุการณ์สังหารหมู่ที่จตุรัสเทียนอันเหมิน และช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ สี จิ้นผิง ก้าวขึ้นมากุมบังเหียน ประธานาธิบดีประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกแห่งนี้

หลังการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้รับการเลือกตั้งเป็นหนที่ 3 ซึ่งถือเป็นการทำลายมาตรฐานเดิมที่ปกติแล้วประธานาธิบดีของจีนมักจะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศไม่เกิน 2 สมัย 

สี จิ้นผิง ต้องพาจีนฝ่าพายุลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันถึง 2 ลูก ลูกแรกคือผลกระทบจากมาตรการ Zero-Covid ซึ่งมาจากตัวเขาเอง มาตรการนี้จะอยู่กับประชาชนชาวจีนกว่า 200 ล้านชีวิตเป็นระยะเวลา 7 เดือนด้วยกัน ถามว่าทำไมต้องนานขนาดนี้ คำตอบคือ คณะทำงานของสี จิ้นผิงเกรงว่าหากทำการเปิดให้ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติเร็วเกินไปพวกเขาจะควบคุมการระบาดของโรคไม่อยู่และอาจคร่าชีวิตประชาชนนับล้านคน

นั่นก็อาจจริงหากมองในมุมของคนที่ต้องดูแลคนทั้งประเทศนับล้านคน แต่การบังคับใช้นโยบายนี้ก็มีสิ่งที่ต้องแลกมา นั่นคือ การสูญเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ และถ้านับเป็นความสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจก็นับว่าสาหัส 

ประชาชนกว่า 100 ล้านคนที่อายุเกิน 60 ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็ม 3 เลย เนื่องจากจีนไม่ต้องการนำเข้าวัคซีน mRNA จากซีกโลกตะวันตก กลับกัน แผน Zero-Covid อาจลากยาวไปจนถึงปี 2023 ก็เป็นไปได้ เนื่องจากจีนได้แจ้งความประสงค์ที่จะถอนตัวจากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอล เอเชียน คัพ ที่จะมีขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี 2023 เป็นที่เรียบร้อย 

นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงการก่อตั้งศูนย์ตรวจโควิดแบบถาวรในหลาย ๆ เมือง รวมถึงการมีอาชีพผู้สวอปจมูกให้กับประชาชน ตั้งแต่มีการระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอนซึ่งถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดเร็วที่สุดนับตั้งแต่มีการระบุสายพันธุ์ของโควิดออกมา การระบาดแบบรวดเร็วและการล็อกดาวน์แบบ ล็อก ๆ-เปิด ๆ ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญ และใครก็ตามที่วิพากษ์วิจารณ์มาตรการ Zero-Covid ที่มาจากมิสเตอร์ สี จิ้นผิง ก็จะถือว่า บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ

นโยบายอีกอย่างที่ออกมาจากประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ก็ดูจะทำให้ประชาชนชาวจีนต้องตะลึงไม่แพ้กัน ก็คือ นโยบาย New Development Concept หรือแนวคิดการพัฒนารูปแบบใหม่ ซึ่งประกอบด้วยแนวความคิดริเริ่มหลาย ๆ อย่างทางเศรษฐกิจ มีขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในศตวรรษนี้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายลดการพึ่งพาอเมริกา หรือ Sino-American Split โดยมีเป้าหมายเพื่อรับมือกับความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ การผูกขาดในเทคโนโลยี หนี้สิน (ในสกุลเงินดอลลาร์) และเพื่อทำให้จีนสามารถที่จะเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่คิดค้นเองผ่านมันสมองของนักพัฒนาในประเทศตัวเอง ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประเทศและยังเป็นป้อมปราการสำคัญในการป้องกันการถูกคว่ำบาตรจากชาติมหาอำนาจตะวันตก   

ในหลาย ๆ นโยบายที่ สี จิ้นผิง ประกาศกร้าวว่าจะทำให้ได้นั้น เขาเชื่อว่า ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นได้ พรรคฯ ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งที่ผ่านมาการลงมือทำจริงของรัฐบาลจีนนั้นมีทั้งให้คุณและให้โทษ เจ้าของบริษัทคาดเดาไม่ได้ว่าธุรกิจที่ตัวเองทำจะโดนรัฐบาลเล่นเข้าให้วันไหน

บริษัทเจอค่าปรับอ่วมจนแทบดำเนินกิจการต่อไม่ไหว หลายกฎเกณฑ์หลายบทลงโทษที่ไม่เคยมีมาก่อนถูกนำมาใช้จนทำให้วงการเทคจีน (ที่ว่ากันว่ามีมูลค่าคิดเป็น 8% ของเศรษฐกิจจีน) ปั่นป่วนสุด ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันวงการเทคของจีนเข้าสู่สภาวะซบเซาเป็นที่เรียบร้อย ผลจากการใช้นโยบายที่รุนแรงของ สี จิ้นผิง ทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่กล้าที่จะขนเงินจำนวนมากมาลงทุนกับบริษัทเทคในจีน

รัฐบาลจีนเชื่อว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่จะสามารถทำให้ระดับการเติบโตของ GDP กลับเข้ารูปเข้ารอยอย่างที่ได้เคยตั้งเป้าหมายเอาไว้ที่ 5.5% สำหรับปี 2022 และถ้าทำได้ก็จะทำให้สภาประชาชนของจีนคลายความกังวลไปได้ 

ในช่วงวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมานาย Li Keqiang นายกรัฐมนตรีของจีน เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการดูแลเศรษฐกิจตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตตามเดิม ผลก็คือ ธนาคารกลางของจีนตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง นอกจากนี้ พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังได้ออกมาให้คำมั่นถึงการผ่อนปรนนโยบายที่เข้มงวดกับบรรดาเจ้าสัวบริษัทเทคจีน ที่ก่อนหน้านี้พากันหวาดกลัวรัฐบาลจีนและถูกสั่งงดออกสื่อ อย่างเช่นกรณีของ Jack Ma มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัท Alibaba เป็นต้น 

และอีกนโยบายที่คาดว่ารัฐบาลจีนจะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้คือ การออกพันธบัตรมูลค่ามหาศาลเพื่อใช้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อไป

ความกังวลไม่ได้มีแค่เรื่องของเศรษฐกิจที่ซบเซาเท่านั้น แต่จีนยังต้องเผชิญกับหนี้ก้อนโตและกฎระเบียบที่เข้มงวดที่น่าจะมีออกมาจาก สี จิ้นผิง ให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งผลกระทบจากกฎระเบียบที่เข้มงวดนี่แหละจะเป็นตัวบ่อนทำลายเศรษฐกิจจีนในช่วงสมัยการปกครองของเขา

แน่นอนว่ากฎระเบียบเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลกระทบที่เกิดจากกฎไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลิตภาพเชิงเศรษฐกิจที่น้อยลงของบริษัทที่อยู่ในความดูแลของรัฐจะสามารถทำได้ นอกจากนี้ นโยบายที่มีต่อภาคอุตสาหกรรมของจีนก็เป็นเรื่องที่ยากจะควบคุม ยกตัวอย่างเช่น การสร้างความยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลต่อวงการแบตเตอรี่ของโลก 

การค้าการลงทุน

สี จิ้นผิง หวังว่าด้วยเทคโนโลยีและผู้ร่วมลงทุนกับภาครัฐรายใหม่ ๆ จะสามารถทำให้เกิดการสลับขั้วมาใช้ของที่ติดฉลาก Made in China ได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่า ความผิดพลาดด้านการลงทุนภาครัฐในอดีตของจีนก็มีให้เห็นมากมาย ตั้งแต่อุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างทรัพยากรธรรมชาติไปจนถึงเรื่องของการลงทุนในเทคโลยีสมัยใหม่

ในขณะที่สิ่งจูงใจให้เกิดการผลิตเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน โดยเฉพาะกับภาคเอกชนของจีนที่ได้รับความเสียหายอย่างมากในช่วงโควิด มีตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ภาคการเงินของจีน ซึ่งเราจะเห็นเงินทุนไหลออกจากจีนเป็นจำนวนมาก เมื่อต้นทุนเงินกู้สูงขึ้นก็ไม่มีใครอยากลงทุน (ดอกเบี้ยสูงไม่จูงใจให้กู้เงินมาลงทุน) ว่ากันว่า ราคาของหุ้นในจีน 1 ตัวนั้นมีราคาถูกกว่าหุ้นของอเมริกาอยู่เกือบครึ่ง (45%) นั่นทำให้นักลงทุนในตลาดหุ้นหรือแม้กระทั่งนักลงทุนในกิจการจริง ๆ ก็พากันหนีห่างออกจากจีน

นักลงทุนบางคนกังวลว่า ผลตอบแทนของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งจะถูกปั้นแต่งโดยคนที่มีอำนาจฐานะทางการเงินเป็นที่น่าสงสัย ดังนั้น กลุ่มผู้ลงทุน โดยเฉพาะ Venture Capitalist จึงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาจะสลับข้างไปลงทุนกับบริษัทที่มีทุนใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดและแบ็กหนาอย่างรัฐบาลให้การรับรองจะดีกว่า แต่การกระทำเช่นนี้ก็ใช่จะเป็นความคิดที่ดี เพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปีที่ไม่มีรัฐบาลห้ามไม่ให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีผลต่อเศรษฐกิจจีน และแน่นอนว่าถ้าไม่มีพลังเงินลงทุนจากโลกภายนอก บริษัทในจีนก็เลิกฝันถึงเรื่องการเติบโตไปได้เลย

แม้ในบ้านจะย่ำแย่แต่จีนก็ยังสำคัญ

ภาพเศรษฐกิจในอุดมคติของสี จิ้นผิง นั้นถือว่ามีนัยต่อเศรษฐกิจโลกทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้ว่าในภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลก รัฐบาลในหลายประเทศจะออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการในการบริโภคเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่การล็อกดาวน์ที่เข้มงวด ก็ทำให้เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับภาวะถดถอย

โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ ด้วยขนาดและความซับซ้อนของเศรษฐกิจจีนจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ประชาคมโลกจะไม่ต้องสนใจผลกระทบที่เกิดขึ้นในจีน ณ ขณะนี้ และเพราะรู้เช่นนี้แล้วบางบริษัทจึงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อลดผลกระทบด้านความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากการพึ่งพาภาคการผลิตในจีน เช่น Apple ที่ตอนนี้เริ่มย้ายฐานการผลิตไปยังอินเดียและเวียดนามแทนแล้ว

บริษัทขนาดใหญ่ของจีนอาจครองตลาดได้นานนับ 10 ปี แต่ชาติตะวันตกหลายชาติมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นคู่ต่อกรที่ยังต้องนำเข้าสินค้าจากจีนอยู่หลายชนิด ในทางการทูตแล้วการที่ภาคเอกชนมีความเป็นอิสระและความทะเยอทะยานในระดับที่น้อยนิดนั้นหมายถึง การมีตัวตนของจีน ในสายตาประชาคมโลกจะถูกมองว่าธุรกิจต่าง ๆ ในจีนถูกรัฐครอบงำ และมีแต่เรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซง ซึ่งจะมีแต่ผลเสียตามมา 

ในขณะที่ผู้คนพากันก่นด่าและวิพากษ์วิจารณ์กฎระเบียบอันเคร่งครัดของรัฐบาลจีนผ่านช่องทางออนไลน์ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่สงบภายในประเทศจีน แท้จริงแล้วประชาชนก็ไม่พอใจรัฐบาลแต่รัฐบาลก็ออกโฆษณาชวนเชื่อว่าสถานการณ์ทุกอย่างสงบเรียบร้อยดี 

นักวิชาการบางคนไม่เห็นด้วยกับรัฐแต่เพราะไม่มีอำนาจและความกล้าพอที่จะลุกขึ้นมาวิจารณ์รัฐบาลตรง ๆ นั่นเท่ากับเป็นการปล่อยให้ สี จิ้นผิง กลายเป็นประธานาธิบดีที่แตะต้องไม่ได้และไร้คู่แข่งทางการเมือง ดังนั้นเราจะได้เห็น สี จิ้นผิงอยู่ครองบัลลังก์แห่งนี้ไปอย่างน้อยก็อีก 5 ปี และในอนาคตเราก็คงยังจะเห็นชายผู้นี้เป็น One Man Rules all ทุกสิ่งอย่างในจีนอย่างไม่ต้องสงสัย

https://www.economist.com/leaders/2022/05/26/how-xi-jinping-is-damaging-chinas-economy

https://en.wikipedia.org/wiki/China

https://tradingeconomics.com/

https://thaibizchina.com/2022-2021trade/





อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน