ใครไม่แกร่ง แต่ดีแทคแกร่งด้วยการนำ “จุดแข็ง” ของพนักงานมาวัดผลแทน KPI

การวัดผลด้วย KPI ตัวชี้วัดมาตรฐานที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่แล้ว ซึ่งเป็นยุคอุตสาหกรรมรุ่งเรื่อง จนกลายมาเป็นมาตรฐานสำคัญในการวัดประสิทธิภาพจนถึงทุกวันนี้

และถ้าหันมาในยุคนี้เองจะเห็นได้ว่า “ดิจิทัล” ได้มีบทาทมากขึ้น มีคนรุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามามากขึ้น จนเกิดคำถามขึ้นมาว่า KPI สามารถวัดความถนัดของตัวพนักงานได้จริงเหรอ? สามารถวัดความเก่งวัดความสามารถของพนักงานทั้งหมดได้แน่เหรอ?

ดีแทค เห็นถึงคำถามมากมายเหล่านี้ จึงได้ประกาศยกเลิกการวัดผลพนักงานในองค์กรด้วย KPI และหันมาใช้การวัดผลแบบ“Strength Base” ที่เน้นดึงจุดแข็ง ของพนักงานมาใช้ทำงาน เพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลเบอร์ 1 ของไทยภายในอีก 2 ปีข้างหน้า

ดีแทคยกเลิก KPI และก้าวสู่การใช้จุดแข็งของพนักงาน

ปัจจุบันภายในองค์กรใหญ่ใช้ KPI ถูกใช้เพื่อวัดผลการทำงาน และแปลออกมาในรูปแบบของเงินเดือน การขึ้นเงินเดือน และตำแหน่ง โดยมีผลการสำรวจนึงออกมาว่า พนักงานภายในองค์กรเหล่านั้นมีความสุขกับการวัด KPI เพียงแค่ 14% เท่านั้น และอีก 86% ไม่ชอบการวัด KPI

นาฏฤดี อาจหาญวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล ของดีแทค กล่าวว่า “จากผลสำรวจดังกล่าว เราเริ่มคิดว่าเพราะอะไรคนเหล่านั้นจึงไม่ชอบ KPI”

KPI คือตัวชี้วัดการทำงาน และบีบให้พนักงานทำงานของตัวเองให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเก่าจากยุคอุตสาหกรรม ที่เน้นในเชิงปริมาณ เช่น ใน 1 วันต้องผลิตของ 10 ชิ้น แต่ถ้ามีคนที่ผลิตได้ 12 ชิ้น ค่า KPI ก็จะต้องเปลี่ยนไป

“การวัดผลแบบนี้มันเก่าไปแล้ว โดยในปัจจุบันการวัดผลแบบนี้ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรที่ต้องการ การ Creativity ที่สูงขึ้นได้ องค์กรในยุคดิจิทัลต้องการคนที่รู้ถึงจุดแข็งของตัวเอง ปลำนำจุดแข็งของตัวเองมาสร้างสรรค์ผลงานได้” นาฏฤดี กล่าว

ถ้าคุณรู้จักจุดแข็งของตัวเองและนำมาใช้ในงาน คุณจะมีความสุขกับการทำงานสูงกว่าเดิมถึง 6 เท่า

ในวันนี้ ดีแทค เริ่มนำเอา “จุดแข็ง” ของพนักงาน มาใช้ เพราะการนำจุดแข็งที่พนักงานมีมาใช้จะทำให้พวกเขาสามารถ “ยืดหยุ่น” ต่อการทำงานได้ และทำให้พวกเขาทำงานจากความถนัดที่มีจริงๆ และความถนัดนั้นจะนำมาสู่การ Creativity ในงานต่อๆ ไปได้

Feedback คือ Tool ที่ที่มาช่วยเมื่อยกเลิก KPI

ถ้าถามว่าดีแทคจะทำอะไรต่อเมื่อยกเลิก KPI ไป พนักงานจะวัดผลกันอย่างไร

นาฏฤดี ได้ให้คำตอบว่า “เราจะใช้การวัดผลจากจุดแข็งของตัวพนักงานเลย โดยการวัดผลแบบใช้จุดแข็งของพนักงานแต่ละคนเป็นการวัดผลแบบ OKR (Objectives and Key Results) จะทำให้พนักงานรู้จัดแข็งของตัวเองว่าคืออะไร และวัดผลการทำงานจากจุดแข็งนั้นๆ”

เมื่อทราบถึงการทำงานแล้ว หัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงานต้องช่วยกัน Feedback ทันทีเมื่อจบ Project นั้นๆ เพื่อจะได้ทำการแก้ไขได้ทันเวลา ซึ่งการรับ Feedback ระยะสั้นมากขึ้นจะไม่มีการทำ KPI ที่วัดผลเนรายปี แต่จะทำให้พวกเขาเห็นถึงความผิดพลาดและแก้ไขได้เร็วขึ้นอีกด้วย

เห็นได้ว่าตัวเลข KPI นั้น ไม่จำเป็นเลยถ้าเราดูสิ่งที่พวกเขาทำและ Feedback บ่อยๆ จะเห็นได้ว่าพนักงานเหล่านั้นให้อะไรกับองค์กรบ้าง

KPI แบบเก่ายังต้องมีบ้างไหม หรือหายไปเลย?

นาฏฤดี กล่าวว่า “ในระดับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเราจะนำจุดแข็ง+เป้าหมายขององค์กร+สิ่งที่พวกเขาต้องทำ มาวัดผล หรือกล่าวง่ายๆคือการ Mix KPI คือไม่มี rating แต่เน้น Impact ต่อองค์กรเป็นหลัก”

เช่น พนักงาน Call Center คงยังต้องมีมาตรฐานในการคุยกับลูกค้าอยู่ แต่ไม่ Fix ในการให้นำแนะนำแก่ลูกค้า อะไรที่เห็นว่าดีแก่ลูกค้าและลูกค้าได้ประโยชน์หรือสามารถแก้ไขปัญหาได้ นั้นคือ Key แห่งความสำเร็จของตัวพนักงาน

ปัจจุบันดีแทคมีพนักงาน 4,700 ราย มีต่างชาติเพียง 20 ราย โดยคาดหวังว่าการนำระบบแบบใหม่มาใช้ในการประเมินจะช่วยให้ ดีแทค ก้าวสู่องค์กรที่เป็นผู้นำด้านดิจิทัลได้รวดเร็วภายในปี 2020

 


อ่านคอนเทนต์การตลาดอ่าน MarketeerOnline

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer