จากช่องที่เคยมีเรตติ้งวิ่งที่ 1.7 -1.8 เกือบทุกเดือน ถึงขณะที่บางเดือนเรตติ้งวิ่งติดจรวด เกือบจะเป็นแชมป์ทีวีดิจิทัล
แต่…ณ เวลานี้ เรตติ้งล่าสุดของ Work Point เมื่อสิ้นเดือน มิถุนายน อยู่ที่ 0.77 หล่นมาอยู่อันดับ 4
ในขณะที่หากย้อนดูรายได้ของ Workpoint ปี 2558 มีรายได้ 2,124 ล้านบาท ปี 2559 มีรายได้ 2,416 ล้านบาท และปี 2560 มีรายได้ 3,478 ล้านบาท (ที่มา : Workpoint)
จะเห็นว่ารายได้ Workpoint ฟอร์มเทพมาตลอด เติบโตต่อเนื่องทุกปีตามเรตติ้งที่พุ่งทยานและราคาโฆษณาของช่องที่ถูกอัพขึ้นในทุกๆ ไตรมาส
ล่าสุดมีการเปิดเผยข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์ว่าในไตรมาสแรกของปีนี้ Workpoint มีรายได้ 775 ล้านบาทเติบโต 5% หากเทียบกับไตรมาสแรกของปีที่แล้ว
แต่…..ทำไมในภาพรวมธุรกิจ ผู้บริหาร Workpoint ถึงประกาศปรับเป้ารายได้โฆษณาทั้งปีของตัวเองจาก 3,800 ล้านบาทเหลือ 3,200 ล้านบาท
ซ้ำร้ายไปกว่านั้นจากที่ Workpoint เคยมีราคาขายหุ้นละ 104 บาท/หุ้น แล้วเคยหล่นไปถึง 76 บาท/หุ้น จนมาถึงข้อมูลอัพเดทราคาหุ้นล่าสุดจากตลาดหลักทรัพย์หุ้น Work Point อยู่ที่ 40 บาท/หุ้น
ที่น่าสนใจกว่านั้นนักวิเคราะห์ตลาดหุ้น ยังเชื่อว่าราคาหุ้นของ Workpoint ยังมีสิทธิ์ที่จะตกลงไปอีก พร้อมระบุว่า กำไรสุทธิของ Workpoint ในปี 2018 น่าจะลดลง 8 -10% หากเทียบกับปีก่อน
กำลังเกิดอะไรขึ้นกับช่อง Work Point ที่เมื่อก่อนใครๆ ก็มองว่านี้คือช่องดาวรุ่งที่จะมาล้ม 2 ยักษ์ใหญ่อย่างช่อง 3 และ 7 แต่แล้วกลับ “แป๊ก ไม่เป็นท่า”
อันดับแรกสุดคงต้องมองย้อนกลับไป ว่าความสำเร็จในอดีตของ Work Point เกิดจากอะไร
คำตอบคือรายการ “ประกวดร้องเพลง” เป็น Content Killer อันดับ 1 ที่พิชิตใจมหาชนคนจอแก้ว เพราะในอดีต 2 – 3 ปีที่แล้ว ปฎิเสธไม่ได้ว่ารายการประเภทนี้ของ Work Point ทั้ง The Mask Singer, I can see your voice, และอีกสารพัดรายการ ต่างขายความแปลกใหม่ ไม่เคยมีทีวีช่องไหนเคยทำ
และที่สำคัญที่สุด “มันขายได้” ทำให้เรตติ้งกับเม็ดเงินโฆษณาเติบโตทุกๆ ปีอย่างต่อเนื่อง

แต่แล้ว ณ วันนี้ Content Killer ที่ Workpoint ภูมิใจหนักหนา กลับไม่ได้ทรงอิทธิฤทธิ์เหมือนก่อนที่ทำให้ใครๆ ต่างต้องเฝ้าเกาะหน้าจอทีวี โดยเฉพาะรายการประเภทประกวดร้องเพลงต่างๆ ทั้ง The Mask Singer, I Can See Your Voice, ไมค์หมดหนี้, ไมค์ทองคำ
คำตอบในภาพรวมความ “ตกต่ำ” ทั้งหมดคือผู้ชมหน้าจอแก้วรวมไปถึงในออนไลน์ กำลังเบื่อกับความจำเจของรายการประเภทนี้ ภาพที่ชัดเจนมากที่สุดคือ The Mask Singer ที่เกิดวิกฤติเรตติ้งดำดิ่งต่อเนื่อง แม้จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น THE MASK PROJECT A และเปลี่ยนรูปแบบรายการยังทำได้แค่ 1.9 เท่านั้น ( เรตต้ิงล่าสุด ปลายเดือนมิถุนายน)
ขณะเดียวกันบางรายการก็เกิดกระแส ดราม่า 2 -3 รายการ ยกตัวอย่างเช่นรายการ The X Factor Thailand ที่โดนนักสืบออนไลน์ออกมาแฉว่าผู้แข่งขันหลายคนโกหก ภาพในจอแก้วกับชีวิตจริงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์ของช่อง Workpoint ไม่ใช่น้อย
ทำให้ Workpoint มีนโยบายแผนกู้เรตติ้งตัวเองด้วยการเตรียมที่จะปรับผังรายการครั้งใหญ่ โดยเริ่มต้นด้วย การปิดดีลธุรกิจกับวง BNK 48 ไอดอล เกิร์ลกรุ๊ป เมืองไทย
เป้าหมายดีลครั้งนี้ก็เพื่อใช้ BNK48 เป็นเสมือนวัตถุดิบในการผลิต Content ออกอากาศในช่อง Workpoint (ดีลนี้ ยังรวมถึงผลิตรายการออนไลน์, Event และคอนเสิร์ต) ตลอดจนการคลอดรายการใหม่อย่าง “เดอะแร็ปเปอร์” ที่ Workpoint คาดหวังว่าจะเป็นรายการที่จะทำให้ชื่อเสียง Workpoint กลับมาแข็งแกร่งเดิม
เป็นแผนก้าวแรกในการกู้เรตติ้งแต่จะ “แก้เกม” ได้หรือเปล่ายังไม่รู้
เพราะที่รู้แน่ๆ ณ เวลานี้ Workpoint คงเรียนรู้แล้วว่าชีวิตจริงในโลกของธุรกิจทีวีดิจิทัลไม่ได้สวยงามเหมือนเวที “เกมโชว์” ที่ดูอลังการและมีแสงสีสวยงามตลอดเวลา
เพราะบางทีแสงสีเหล่านี้ อาจเป็นเพียงภาพ “มายา” สวยงามเพียงแป๊บเดียว สุดท้ายก็กลับสู่ความจริง
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
