ทำไม 7 Eleven ในไทย “ไม่แพ้” ญี่ปุ่น

7 Eleven มีเกือบ 65,000 สาขาทั่วโลก แล้วเชื่อหรือไม่ว่า จำนวนสาขา 7 Eleven ในเมืองไทยติดอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศญี่ปุ่น

แต่หากเทียบจำนวนประชากรของญี่ปุ่นกับไทยต่อจำนวนสาขาของ 7 Eleven ที่มีทั้ง 2 ประเทศ จะพบว่าค่าเฉลี่ยในการเสิร์ฟลูกค้าต่อ 7 Eleven 1 สาขาของในไทยไม่แพ้ 7 Eleven ในญี่ปุ่นแม้แต่น้อย

สาขา 7 11

ญี่ปุ่นมี 20,033 สาขา ขณะที่ประเทศไทยมี 10,300 สาขา จะเห็นว่าจำนวนสาขาห่างกันเกือบครึ่ง

แต่…จำนวนประชากรก็ห่างกันเกือบครึ่งเช่นกัน ญี่ปุ่นมีประชาการ 127 ล้านคน ส่วนในไทยมี 65 ล้านคน คิดเป็นค่าเฉลี่ยคือ

1 สาขา 7 Eleven ในญี่ปุ่นบริการลูกค้าอยู่ที 6,340 คน

ส่วนในไทย 7 Eleven 1 สาขาบริการลูกค้าอยู่ที่ 6,310 คน

จะเห็นว่า 1 สาขาของ 7 Eleven ในไทยสามารถบริการในแง่จำนวนลูกค้าไม่ได้แพ้ 7 Eleven ในญี่ปุ่น

จึงพอเข้าใจได้ว่าที่ 7 Eleven ญี่ปุ่นที่มีสาขามากกว่าในไทยเท่าตัว ก็เพราะญี่ปุ่นมีประชากรมากกว่า ก็ย่อมมีจำนวนสาขามากกว่าเพื่อเสิร์ฟลูกค้า

จึงน่าคิดไม่ใช่น้อยว่าหากประชากรไทยมีเทียบเท่ากับญี่ปุ่น ณ วันนี้ CP ALL จะขยายสาขาได้ใกล้เคียงตัวเลข 20,000 สาขาหรือไม่ ? 

ที่น่าสนใจคือจำนวนพื้นที่ในไทยหากนำมาเปรียบเทียบจะมากกว่าพื้นที่ประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศถึง 135,176 ตารางกิโลเมตร ซึ่งนั้นแปลว่าโอกาสการขยายสาขา 7 Eleven ในประเทศไทยยังมีมากกว่าที่ญี่ปุ่น

สะท้อนจากคำพูดของผู้บริหาร Lawson ในไทยอย่าง โคอิชิ  ฮิโรเซะ ที่เคยให้สัมภาษณ์ว่าในญี่ปุ่นการขยายสาขาร้านสะดวกซื้อค่อนข้างยากมากหากเทียบกับในเมืองไทย ทั้งพื้นที่ที่น้อยกว่า และจำนวนร้านสะดวกซื้อที่แข่งขันขยายสาขากัน จนหลายๆ ร้านรวมกันมีจำนวนมหาศาล

และการที่ 7 Eleven ในไทยมีจำนวนสาขาเป็นอันดับ 2 ของโลก ต้องยอมรับว่าเหตุผลมีแค่หนึ่งเดียวนั้นคือ CP ALL ผู้ได้สิทธิในการทำธุรกิจ 7 Eleven ในไทยแต่เพียงผู้เดียวหรือ Exclusive Right ที่มองเกมตลาดร้านสะดวกซื้อได้ขาด และทิ้งห่างคู่แข่งอยู่หลายก้าว

ปี 2018 ที่ผ่านมา 7 Eleven มีรายได้ 302,584 ล้านบาท กำไร 16,618 ล้านบาท เป็นร้านสะดวกซื้อในกลุ่ม Big Name เพียงร้านเดียวในเวลานี้ที่พบกับคำว่า “กำไร” นอกนั้นรายอื่นๆ ยังขาดทุน

 สิ่งที่ทำให้ 7 Eleven ในไทยขยายสาขาแบบติดจรวดมีอยู่หลายเหตุผล

ข้อแรก CP ALL รู้ดีตั้งแต่เริ่มต้นเปิด 7 Eleven สาขาแรกในไทยว่าฐานลูกค้าของตัวเองใหญ่มากเริ่มตั้งแต่เด็กจนไปถึงคนแก่ และเป็นคนมีรายได้น้อยจนถึงรายได้สูง การเป็นร้านสะดวกซื้อติดแอร์เปิด 24 ชั่วโมงและมีสินค้าหลากหลาย ถึงยังไงก็ตอบโจทย์ความสะดวกสบาย

ต่อมาคือ CPF บริษัทในเครือ เป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ทั้ง RTE และ อาหารแช่แข็ง,ไส้กรอก,อาหารทานเล่น การมีช่องทางขายด้วยจำนวนสาขา 7 Eleven มากกว่า 10,000 สาขา พร้อมกับค่อยๆ เปลี่ยนตำแหน่งทางการตลาดจากร้านสะดวกซื้อมาเป็น “ร้าน อิ่มสะดวก”

ตรงนี้คืออาวุธการตลาดชิ้นดีในการสร้างยอดขายสินค้าในกลุ่มอาหารของ CPF รวมไปถึงการสร้างแบรนด์ในใจลูกค้า

ที่สำคัญไม่ต้องแบ่งกำไรให้ใคร เหมือนอย่างแบรนด์อาหาร RTE อื่นๆ ที่ต้องเสียค่าวางสินค้าให้แก่ร้านสะดวกซื้อเจ้าอื่นๆ

สุดท้ายคือการมีถึง 10,000 กว่าสาขาของ 7 Eleven ย่อมมีอำนาจล้นมือในการต่อรองกับเจ้าของสินค้าที่จะนำสินค้าเข้ามาขายในอาณาจักร 7 Eleven แม้จะรู้ดีว่าสินค้าตัวเองจะมีกำไรบางเฉียบแต่ทุกรายก็ยินดีที่จะ “แลก”

เพราะนี้คือร้านสะดวกซื้อที่เข้าถึงลูกค้าได้ Mass กว่าร้านอื่นๆ และทำให้ผุ้บริโภคทั่วประเทศได้เห็นสินค้าตัวเอง 

ไม่ต้องแปลกใจว่าหากสินค้าไหน ออกรสชาติใหม่ หรือเป็นสินค้าที่เพิ่งเปิดตัว อย่างแรกที่เกือบทุกแบรนด์พยายามจะทำคือการเข้าไปขายสินค้าใน 7 Eleven ให้ได้

จึงน่าจะหมดคำถามแล้วว่าทำไมตลอดเวลา 29 ปี เจ้าสัว ธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าของอาณาจักร CP ถึงเปิดสาขา 7 Eleven แบบรัวๆ แถมยังตั้งเป้าว่าภายในปี 2020 7 Eleven ในไทยจะมีถึง 13,000 สาขา

เมื่อถึงวันนั้นการที่ 7 Eleven ในไทยจะแซงหน้าญี่ปุ่น ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แต่ต้องอยู่ในข้อแม้การเปรียบเทียบในกฎการวัดจำนวนประชากรต่อ 1 สาขา

สาขา 7 11


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer