คุณคิดว่าคุณเป็นคนติดเน็ตไหม? เชื่อว่า 99% บอกว่า ติด และติดอย่างหนักหน่วงด้วย เพราะจากรายงานของ ETDA พบว่าคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 10 ชั่วโมง 5 นาทีต่อวัน ซึ่งเป็นอัตราการใช้งานที่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 3 ชั่วโมง 41 นาที ซึ่งถือว่าเติบโตมากเลยทีเดียว ซึ่งการเติบโตของการใช้งานอินเทอร์เน็ต และจำนวนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียที่เติบโตเพิ่มขึ้นทุกวัน ได้กลายเป็นประเด็นหลักที่ผลักดันให้ สื่อออนไลน์ เติบโตอย่างน่าสนใจ

การเติบโตของสื่อออนไลน์มาจากการมองเห็นจุดเด่นของสื่อออนไลน์ ที่มีความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม ด้วยเม็ดเงินในการลงโฆษณาต่อครั้งที่ไม่สูงจนเกินไป และสามารถวัดผลได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งต่างๆ จากสื่อประเภทอื่นๆ
ในปีนี้สมาคมโฆษณาดิจิทัล DAAT คาดการณ์สื่อออนไลน์จะมูลค่าสูงถึง 14,330 ล้านบาท
ซึ่งเมื่อเปรียบกับมูลค่าสื่อโฆษณารวม สื่อออนไลน์มีการใช้เม็ดเงินสูงเป็นอันดับสองรองจากสื่อทีวี


เมื่อสื่อออนไลน์ทรงอิทธิพลด้านผู้ใช้มากขึ้นทุกวันได้ดึงดูดให้แบรนด์น้อยใหญ่ทุ่มเม็ดเงินไปกับการโฆษณาผ่านสื่อนี้ จนอาจจะละทิ้งการใช้สื่อเดิมๆ เช่นทีวี นิตยสาร สื่อนอกบ้าน หรือแม้แต่กิจกรรมออนกราวด์ไป เพราะเชื่อว่าการใช้สื่อออนไลน์เพียงสื่อเดียวจะได้ผลลัพธ์ทางการตลาดเป็นไปตามเป้าหมายรายได้ที่วางไว้
แต่ความจริงแล้ว จากประสบการณ์ของ MI โดย ภวัต เรืองเดชวรชัย ผู้อำนวยการธุรกิจ-สายงานการวางแผน และกลยุทธ์สื่อโฆษณา มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ หรือ MI และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ มีเดีย อินไซต์ พบว่าการใช้สื่อออนไลน์เพียงสื่อเดียวในการทำตลาด บางครั้งกระแสที่ได้กลับมาอาจไม่ตอบโจทย์ด้านยอดจำหน่ายตามคาดการณ์ตามเป้าหมาย Market Plan ขององค์กร เพราะอะไร
1.ประชากรโซเชียลสมาธิต่ำ
ด้วยพฤติกรรมคนใช้งานโซเชียลมีเดีย จะมีพฤติกรรม นิ้วไถหน้าจอดูสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียลอยู่ตลอดเวลา ไม่ค่อยจดจ่อกับคอนเทนต์ใด คอนเทนต์หนึ่งเป็นเวลานานๆ ถ้าคอนเทนต์นั้นไม่โดดเด่นดึงดูดสายตาและความสนใจได้จริง
2.ให้ความสำคัญกับตัวเลขและข้อมูลทางเทคนิคของ สื่อออนไลน์มากไป
แม้จุดแข็งของสื่อออนไลน์คือการวัดผล Reach & Frequency & View ที่เข้าถึงคอนเทนต์ที่นักการตลาดได้สื่อสารผ่านสื่อไปยังกลุ่มเป้าหมาย
แต่ในบ้างครั้งสื่อออนไลน์อาจไม่สะท้อนประสิทธิภาพจริง หรือการันตีได้ว่าสื่อออนไลน์ได้ทำหน้าที่สื่อสารไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตามที่คิดไว้ ถ้ายังศึกษาวิธีการวัดผลผ่านสื่อนี้ไม่ดีพอ
โดยสื่อออนไลน์ใช้วิธีการวัดผล Reach & Frequency & View ดังนี้คือ
Reach หรือการเข้าถึงคอนเทนต์ โดยการนับ Reach จะนับ 1 Reach เมื่อคนๆ นั้นเจอโฆษณาบนหน้า Feed หรือเลื่อนโฆษณาผ่านหน้าจอ โดยไม่จำเป็นต้องหยุดดูโฆษณา ซึ่งเป็นไปได้ว่าผู้บริโภคคนนั้นอาจยังไม่ทันสังเกตว่าโฆษณาที่เลื่อนผ่านคือโฆษณาอะไร
View หรือการนับจากการมองเห็นคลิปโฆษณษ ซี่งการนับ View จะเริ่มนับตั้งแต่เห็นคลิปโฆษณาที่เล่นเพียงบางส่วน ไม่จำเป็นต้องเห็นโฆษณาเต็มหน้าจอ
โดยการนับ View ของเฟซบุ๊กจะนับเมื่อคนๆ นั้นเห็นคลิปโฆษณาเพียง 3 วินาที หรือแค่เป็นเวลาที่ผู้บริโภคเลื่อนหน้าจอผ่านเท่านั้น ซึ่งถ้าคลิปโฆษณาไม่ดึงดูดจริง ผู้บริโภคจะไม่สนใจและหยุดดูจนจบ
ซึ่งในบ้างครั้งนักการตลาดกลับให้ความสำคัญกับการวัดผลเป็นตัวเลขทางเทคนิคของสื่อออนไลน์มากเกินไป จนความสำคัญเรื่องคอนเท้นต์และพฤติกรรมเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมายในการเสพสื่อออนไลน์ ซึ่งมีความแตกต่างจากการเสพสื่อออฟไลน์ประเภทอื่นๆ ทำให้กระแสที่ได้รับกลับมาจากการใช้สื่อออนไลน์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้
3.Omni Channel สร้างประสิทธิภาพในการสื่อสาร
นอกจากนักการตลาดจะต้องเข้าใจเชิงลึกถึง Customer Journey ที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ หรือสื่อออฟไลน์เพียงสื่อเดียวอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ได้ตามที่คาดการณ์ เพราะสื่อแต่ละสื่อมีหน้าที่แตกต่างกันไป
โดยทีวีจะมีหน้าที่ในการจุดกระแส ให้กับคนหมู่มาก ได้รับรู้ในตัวสินค้า หรือแคมเปญ ที่นำเสนอ
ซึ่งการใช้สื่อในรูปแบบ Omni Channel หรือการผสมผสานช่องทางการสื่อสารออนไลน์ ออฟไลน์ และณ จุดขาย หรือ Point of Sale เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าแบบไร้รอยต่ออาจจะเป็นคำตอบที่ช่วยให้นักการตลาดขับเคลื่อนแบรนด์ไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website: Marketeeronline.co /
