คนไทยใช้เน็ต 10 ชั่วโมงต่อวัน แต่ทำไมโฆษณาออนไลน์อย่างเดียวจึงไม่เกิด

คุณคิดว่าคุณเป็นคนติดเน็ตไหม

เชื่อว่า 99% บอกว่า ติด และติดอย่างหนักหน่วงด้วย

เพราะจากรายงานของ ETDA  พบว่าคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 10 ชั่วโมง 5 นาทีต่อวัน ซึ่งเป็นอัตราการใช้งานที่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 3 ชั่วโมง 41 นาที ซึ่งถือว่าเติบโตมากเลยทีเดียว

Social Media สื่อทรงอิทธิพล  Facebook            49 ล้านยูสเซอร์  IG           13.6 ล้านยูสเซอร์  Twitter 12 ล้านยูสเซอร์  Line 42 ล้านยูสเซอร์  ที่มา : Thoth Zocial, อัพเดท กุมภาพันธ์ 2561 Line, อัพเดท สิงหาคม 2018

 

การเติบโตของการใช้งานอินเทอร์เน็ต และจำนวนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียที่เติบโตเพิ่มขึ้นทุกวัน ได้กลายเป็นประเด็นหลักที่ผลักดันให้สื่อออนไลน์เติบโตอย่างน่าสนใจ

การเติบโตของสื่อออนไลน์มาจากการมองเห็นจุดเด่นของสื่อออนไลน์ ที่มีความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม ด้วยเม็ดเงินในการลงโฆษณาต่อครั้งที่ไม่สูงจนเกินไป และสามารถวัดผลได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งต่างๆ จากสื่อประเภทอื่นๆ

ในปีนี้สมาคมโฆษณาดิจิทัล DAAT คาดการณ์สื่อออนไลน์จะมูลค่าสูงถึง 14,330 ล้านบาท  

ซึ่งเมื่อเปรียบกับมูลค่าสื่อโฆษณาราวม สื่อออนไลน์มีการใช้เม็ดเงินสูงเป็นอันดับสองรองจากสื่อทีวี

สื่อออนไลน์ เติบโตทุกปี  2012       2,783 ล้านบาท  2013       4,248 ล้านบาท  2014       6,115 ล้านบาท  2015       8,084 ล้านบาท  2016       9,477 ล้านบาท  2017       12,402 ล้านบาท  2018       14,330 ล้านบาท  ที่มา MI อ้างอิง DAAT, 2018

 

Media Industry Spending by MI   	  2012 	  2013 	  2014 	  2015 	  2016 	  2017 	  YTD Jul.17 	  YTD Jul.18 	  Y2018 (Estimate)  Internet 	  2,783 	  4,248 	  6,115 	  8,084 	  9,477 	  12,402 	  7,235 	  8,359 	  14,330  Out of Home 	  10,235 	  10,351 	  9,757 	  9,328 	  11,716 	  10,960 	  6,366 	  6,641 	  12,276  Cinema 	  2,372 	  1,611 	  1,305 	  1,540 	  1,633 	  2,045 	  1,198 	  1,339 	  2,270  Magazines 	  5,595 	  5,674 	  4,931 	  4,269 	  2,902 	  1,684 	  999 	  634 	  1,095  Newspapers 	  15,183 	  15,256 	  13,184 	  12,335 	  9,859 	  6,781 	  3,998 	  3,041 	  5,086  BKK Radio 	  6,358 	  6,320 	  5,610 	  5,676 	  5,262 	  3,805 	  2,166 	  2,266 	  3,234  TV 	  72,841 	  77,111 	  73,595 	  72,207 	  59,502 	  48,766 	  30,005 	  28,080 	  50,717   	  115,367 	  120,570 	  114,497 	  113,439 	  100,352 	  86,444 	  51,966 	  50,361 	  89,007  ที่มา : MI, สิงหาคม 2561 *YTD Jul = Year to date July นับจากต้นปีมาถึงเดือนกรกฎาคม

เมื่อสื่อออนไลน์ทรงอิทธิพลด้านผู้ใช้มากขึ้นทุกวันได้ดึงดูดให้แบรนด์น้อยใหญ่ทุ่มเม็ดเงินไปกับการโฆษณาผ่านสื่อนี้ จนอาจจะละทิ้งการใช้สื่อเดิมๆ เช่นทีวี นิตยสาร สื่อนอกบ้าน หรือแม้แต่กิจกรรมออนกราวด์ไป เพราะเชื่อว่าการใช้สื่อออนไลน์เพียงสื่อเดียวจะได้ผลลัพธ์ทางการตลาดเป็นไปตามเป้าหมายรายได้ที่วางไว้

แต่ความจริงแล้ว จากประสบการณ์ของ MI โดย ภวัต เรืองเดชวรชัย ผู้อำนวยการธุรกิจ-สายงานการวางแผน และกลยุทธ์สื่อโฆษณา มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ หรือ MI และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ มีเดีย อินไซต์ พบว่าการใช้สื่อออนไลน์เพียงสื่อเดียวในการทำตลาด บางครั้งกระแสที่ได้กลับมาอาจไม่ตอบโจทย์ด้านยอดจำหน่ายตามคาดการณ์ตามเป้าหมาย Market Plan ขององค์กร เพราะอะไร

1.ประชากรโซเชียลสมาธิต่ำ

ด้วยพฤติกรรมคนใช้งานโซเชียลมีเดีย จะมีพฤติกรรม นิ้วไถหน้าจอดูสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียลอยู่ตลอดเวลา ไม่ค่อยจดจ่อกับคอนเทนต์ใด คอนเทนต์หนึ่งเป็นเวลานานๆ ถ้าคอนเทนต์นั้นไม่โดดเด่นดึงดูดสายตาและความสนใจได้จริง

2.ให้ความสำคัญกับตัวเลขและข้อมูลทางเทคนิคของ สื่อออนไลน์มากไป

แม้จุดแข็งของสื่อออนไลน์คือการวัดผล Reach & Frequency & View ที่เข้าถึงคอนเทนต์ที่นักการตลาดได้สื่อสารผ่านสื่อไปยังกลุ่มเป้าหมาย

แต่ในบ้างครั้งสื่อออนไลน์อาจไม่สะท้อนประสิทธิภาพจริง หรือการันตีได้ว่าสื่อออนไลน์ได้ทำหน้าที่สื่อสารไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตามที่คิดไว้ ถ้ายังศึกษาวิธีการวัดผลผ่านสื่อนี้ไม่ดีพอ

โดยสื่อออนไลน์ใช้วิธีการวัดผล Reach & Frequency & View ดังนี้คือ

Reach หรือการเข้าถึงคอนเทนต์ โดยการนับ Reach จะนับ 1 Reach เมื่อคนๆ นั้นเจอโฆษณาบนหน้า Feed หรือเลื่อนโฆษณาผ่านหน้าจอ โดยไม่จำเป็นต้องหยุดดูโฆษณา ซึ่งเป็นไปได้ว่าผู้บริโภคคนนั้นอาจยังไม่ทันสังเกตว่าโฆษณาที่เลื่อนผ่านคือโฆษณาอะไร

View หรือการนับจากการมองเห็นคลิปโฆษณษ ซี่งการนับ View จะเริ่มนับตั้งแต่เห็นคลิปโฆษณาที่เล่นเพียงบางส่วน ไม่จำเป็นต้องเห็นโฆษณาเต็มหน้าจอ

โดยการนับ View ของเฟซบุ๊กจะนับเมื่อคนๆ นั้นเห็นคลิปโฆษณาเพียง 3 วินาที หรือแค่เป็นเวลาที่ผู้บริโภคเลื่อนหน้าจอผ่านเท่านั้น ซึ่งถ้าคลิปโฆษณาไม่ดึงดูดจริง ผู้บริโภคจะไม่สนใจและหยุดดูจนจบ

ซึ่งในบ้างครั้งนักการตลาดกลับให้ความสำคัญกับการวัดผลเป็นตัวเลขทางเทคนิคของสื่อออนไลน์มากเกินไป จนความสำคัญเรื่องคอนเท้นต์และพฤติกรรมเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมายในการเสพสื่อออนไลน์ ซึ่งมีความแตกต่างจากการเสพสื่อออฟไลน์ประเภทอื่นๆ ทำให้กระแสที่ได้รับกลับมาจากการใช้สื่อออนไลน์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้

3.Omni Channel สร้างประสิทธิภาพในการสื่อสาร

นอกจากนักการตลาดจะต้องเข้าใจเชิงลึกถึง Customer Journey ที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ หรือสื่อออฟไลน์เพียงสื่อเดียวอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ได้ตามที่คาดการณ์ เพราะสื่อแต่ละสื่อมีหน้าที่แตกต่างกันไป

โดยทีวีจะมีหน้าที่ในการจุดกระแส ให้กับคนหมู่มาก ได้รับรู้ในตัวสินค้า หรือแคมเปญ ที่นำเสนอ

ซึ่งการใช้สื่อในรูปแบบ Omni Channel หรือการผสมผสานช่องทางการสื่อสารออนไลน์ ออฟไลน์ และณ จุดขาย หรือ Point of Sale เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าแบบไร้รอยต่ออาจจะเป็นคำตอบที่ช่วยให้นักการตลาดขับเคลื่อนแบรนด์ไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้

 


อ่านคอนเทนต์การตลาด อ่าน MarketeerOnline.co

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer